โรคแอลดี (Learning Disabilities)

โรคแอลดีหรือความบกพร่องทางการเรียนรู้ ซึ่งในเด็กไม่ใช่เรื่องแปลกและหลายคนเอาชนะและประสบความสำเร็จในสาขาที่ตนเลือก ความบกพร่องทางการเรียนรู้นั้นไม่ได้หมายความว่า ลูกของคุณไม่ฉลาดหรือมีภาวะปัญญาอ่อนค่ะ ดังนั้นบทความนี้จะพาคุณพ่อคุณแม่มาทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคแอลดีค่ะ โรคแอลดีคืออะไร โรคแอลดี (LD : Learning Disabilities) หรือความบกพร่องทางการเรียนรู้ เป็นความผิดปกติของกระบวนการเรียนรู้ความสามารถในการจดจำ และการทำความเข้าใจในบางสิ่งบางอย่าง ความบกพร่องทางการเรียนรู้มีหลายประเภทที่มีผลต่อสมองในด้านต่างๆ โดยส่วนใหญ่จะพบความบกพร่องทางด้านใดด้านหนึ่ง ซึ่งแต่ละคนมีพฤติกรรมและส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน ดังนี้ ความบกพร่องด้านการได้ยินหรือการฟัง ความผิดปกตินี้เกี่ยวข้องกับการที่สมองประมวลผลหรือไม่สามารถตีความจากการฟังได้ ไม่สามารถแยกความแตกต่างระหว่างคำที่คล้ายกัน ส่งผลให้อาจมีปัญหาในการอ่าน การจดจำคำพูดหรือไม่ปฏิบัติตามสิ่งที่ได้ยิน ความบกพร่องด้านการใช้ภาษาและการพูด(Dyslexia) ส่งผลกระทบต่อกระทบต่อทักษะการอ่านและการเข้าใจในภาษา การตีความภาษา ไม่สามารถจับใจความเรื่องที่อ่านได้ หรือไม่สามารถสื่อสารให้ผู้อื่นเข้าใจได้ หรือไม่สามารถแสดงความคิดออกมาเป็นถ้อยคำได้ ความบกพร่องด้านการเขียน(Dysgraphia) ส่งผลต่อความสามารถทางด้านการเขียนหนังสือ การสะกดคำ และความสามารถในการคิดและเขียนในเวลาเดียวกันได้ ความบกพร่องด้านการคำนวณ(Dyscalculia) หรือความบกพร่องของทักษะทางคณิตศาสตร์ ส่งผลกระทบต่อการเข้าใจในตัวเลขและสัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ ผู้ที่มีความผิดปกตินี้มักจะมีปัญหากับการเรียนรู้ลำดับของตัวเลข การนับ หรือสูตรการแก้โจทย์คณิตศาสตร์พื้นฐาน ความบกพร่องด้านการมองเห็น ส่งผลกระทบต่อการแยกแยะความหมายจากข้อมูลที่เห็น ขาดทักษะในการตีความจากภาพหรือตากับมือเคลื่อนไหวไม่สัมพันธ์กัน สัญญาณความบกพร่องทางการเรียนรู้ ความบกพร่องทางการเรียนรู้ของลูกน้อย คุณพ่อคุณแม่สามารถสังเกตได้จากอาการเหล่านี้ในแต่ละช่วงวัยของลูกน้อย อายุก่อนวัยเรียน คุณจะสังเกตเห็นว่าลูกของคุณมีปัญหาเหล่านี้  การรูดซิป หรือคาดเชือกผูกรองเท้า ความยากลำบากในการออกเสียง หรือการใช้คำที่ถูกต้อง ...

อาหารมื้อแรกของลูก เริ่มต้นอย่างไรดี

อาหารมื้อแรกของลูก เริ่มต้นอย่างไรดี อาหารมื้อแรกของลูกเริ่มต้นทานอะไรดี และมื้อแรกควรให้ปริมาณเท่าไหร่คะ เป็นคำถามยอดนิยมของคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ เพราะการเริ่มต้นป้อนอาหารที่ดีคือ กุญแจสำคัญของระบบย่อยอาหารของลูกน้อย ดังนั้นบทความนี้เรารวบรวมข้อมูลอาหารสำหรับลูกน้อยมาฝากคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ค่ะ ลูกควรเริ่มรับประทานอาหารมื้อแรกตอนไหน การเริ่มต้นป้อนอาหารให้กับลูกน้อยควรเริ่มเมื่อลูกอายุ 5 เดือนขึ้นไป หากป้อนอาหารลูกน้อยอายุต่ำกว่าห้าเดือนอาจทำให้เกิดการอุดตันของลำไส้ได้ค่ะ รวมถึงควรเลือกอาหารที่เหมาะสมแต่ละช่วงวัยของลูก โดยเริ่มต้นการป้อนอาหารทีละน้อยและเพิ่มปริมาณหรือความหลากหลายของอาหารมากขึ้นค่ะ ไม่ควรเริ่มต้นด้วยผลไม้ที่มีรสหวานจัดติดต่อกันเพราะอาจทำให้ลูกของคุณติดหวานได้ค่ะ และสิ่งที่สำคัญที่คุณพ่อคุณแม่ต้องทราบคือ อาการหลังจากทานอาหารของลูกว่ามีอาการแพ้หรือไม่ เช่น ผื่นขึ้นตามร่างกาย ตาบวม ปากบวม คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสีย ถ่ายเป็นมูกเลือด ร้องไห้งอแง เป็นต้น ซึ่งอาการเหล่านี้อาจเกิดขึ้นทันทีที่ทานอาหาร หรือภายหลังจากทานอาหารเสร็จหลายชั่วโมงค่ะ ผักผลไม้มื้อแรกสำหรับลูกน้อย การเริ่มต้นป้อนอาหารสำหรับทารกควรบดละเอียด เพื่อให้ลูกทานง่ายไม่ติดคอค่ะ วันนี้เรามีผักผลไม้สำหรับการเริ่มต้นมาแนะนำคุณแม่ที่กำลังเริ่มป้อนอาหารกับลูกน้อยมาฝากได้แก่ แอปเปิ้ล ซึ่งถือเป็นผลไม้เริ่มต้นที่ดีเพราะเด็กๆชอบรสชาติที่หวานอมเปรี้ยว มีเส้นใยสูงและมีไขมันต่ำทำให้มีความสุข  กล้วย ผลไม้ทานง่ายเนื้อสัมผัสที่อ่อนนุ่มและรสหวาน มีโฟเลตสูงช่วยในการบำรุงสมองและดีต่อกระเพาะอาหารของลูกน้อย บีทรูท เด็กหลายคนชื่นชอบบีทรูทต้มจนสุกพอที่จะละลายในปาก บีทรูทมีคุณค่าทางโภชนาการสูงอุดมไปด้วยกรดโฟลิกที่ช่วยในการพัฒนาสมอง ลูกแพร์ ผลไม้ที่ดีต่อระบบย่อยอาหารของลูกน้อย และยังอุดมไปด้วยฟอสฟอรัสและแคลเซียมซึ่งช่วยในกระบวนการสร้างกระดูก เนื้อสัตว์ ปลาและไก่เป็นเนื้อที่ต่อลูกน้อยของคุณ เนื่องจากเป็นแหล่งที่อุดมไปด้วยโปรตีนและย่อยง่าย ควรทำเป็นซุปเพื่อให้ลูกทานง่ายขึ้นค่ะ มัน สำหรับเด็กคืออาหารทางเลือกที่ดีเนื่องจากเนื้อนุ่มและเด็กมักชื่นชอบ มีเบต้าแคโรทีนซึ่งช่วยปรับปรุงการมองเห็นและเพิ่มระบบภูมิคุ้มกัน ข้อควรระวังการป้อนอาหาร การป้อนอาหารเริ่มต้นด้วยการทำเป็นซุปข้นหรือบดให้ละเอียด การป้อนอาหารในครั้งแรกควรมีน้ำเป็นส่วนประกอบ เพื่อให้ทานง่ายขึ้นป้องกันการติดคอ การป้อนหารควรให้ลูกนั่งทานอาหาร เพราะการป้อนอาหารขณะนอนอาจทำให้สำลักอาหารได้ ...

อาการผมร่วงในเด็กทารก

อาการผมร่วงในเด็กทารก ผมร่วงของทารกเป็นเรื่องปกติที่พบได้บ่อยซึ่งมักจะมีอาการผมร่วงในช่วงอายุ 6 เดือนแรกหลังคลอด ผมร่วงชนิดนี้เรียกว่า telogen effluvium เนื่องจากเส้นผมมีระยะการเจริญเติบโตและระยะพัก โดยระยะการเจริญเติบโตใช้เวลาประมาณ 3 ปีและระยะพักอยู่ประมาณ 3 เดือนจนกว่าเส้นผมใหม่จะเริ่มงอก  สาเหตุที่ทำให้ผมร่วงในเด็กทารก ผมร่วงในเด็กทารก(Telogen effluvium) เกิดจากระดับฮอร์โมนของทารกแรกเกิดลดลงทันทีหลังคลอด อาจทำให้เขาสูญเสียเส้นผมซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเจริญเติบโตและการสูญเสียเส้นผมตามธรรมชาติ ซึ่งอาจสังเกตได้ชัดเมื่อจากการเสียดสีของศีรษะ เช่น การนอนของทารกจนเกิดการเสียดสีกับหมอน เป็นต้น นอกจากนี้ยังพบอาการผมร่วงในเด็กที่เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันพกพร่อง ได้แก่ โรคอะโลพีเซีย(Alopecia Areata), โรคอะโลพีเซีย ยูนิเวอซัลลิส(alopecia universalis) เป็นต้น แต่พบได้น้อยมากในเด็กค่ะ อาการผมร่วงผิดปกติในเด็ก ผมร่วงในเด็กโดยส่วนใหญ่เป็นเรื่องปกติที่พบได้บ่อยแต่ก็อาจเกิดจากสาเหตุอื่นได้เช่นค่ะ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถสังเกตเห็นความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นกับลูกน้อย ได้แก่ บริเวณที่ผมร่วงเป็นหย่อมมีเกล็ดสีแดงและเป็นขุย ซึ่งอาจเกิดจากการติดเชื้อราหรือเกลื้อน ฯลฯ อาการบวมของลิ้นและรอบดวงตาพร้อมกับผิวที่เย็นและซีด ผมร่วงเป็นหย่อมๆหรือเส้นผมและขนร่วง อาจเกิดจากระบบภูมิคุ้มกันบกพร่องส่งผลกระทบต่อรูขุมขนทำให้ขนร่วงทั้งตัว ความเสียหายทางกายภาพ เช่น เด็กที่มีพฤติกรรมชอบดึงเส้นผม เป็นต้น โรคอื่นๆ เช่น ภาวะไทรอยด์บกพร่อง ภาวะต่อมใต้สมองทำงานผิดปกติ เป็นต้น การดูแลลูกน้อยจากอาการผมร่วง แม้ว่าคุณจะไม่สามารถป้องกันการหลุดร่วงของเส้นผมได้ แต่คุณสามารถลดผลกระทบโดยการรักษาหนังศีรษะและเส้นผมของทารกอย่างอ่อนโยน เข่น หลีกเลี่ยงการสระผมลูกวัน ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนต่อผิวลูกน้อยและใช้แปรงหวีขนอ่อน เพื่อไม่ให้ทำลายศีรษะและรูขุมขนค่ะ นอกจากนี้สิ่งที่คุณแม่ควรทราบเมื่อผลงอกใหม่มักจะมีความแตกต่างจากเดิมค่ะ เช่น สีผม ลักษณะของเส้นผมอาจเป็นเส้นตรงหรือผมหยิก...

7 สาเหตุของอาการตาบวมในเด็ก

7 สาเหตุของอาการตาบวมในเด็ก ลูกตาบวมมีสาเหตุมาจากอะไร อันตรายหรือไม่และมีวิธีการดูแลรักษาอย่างไร บทความนี้จะพาคุณพ่อคุณแม่ไปหาคำตอบกันค่ะ อะไรทำให้เกิดอาการบวมในเด็ก อาการตาบวมในเด็กสามารถสังเกตเห็นถึงความผิดปกติได้ง่าย เว้นแต่ในเด็กที่ค่อนข้างอวบอ้วนที่ทำให้ยากต่อการสังเกตเห็นความผิดปกติของดวงตา อาการบวม มักจะเกิดขึ้นที่บริเวณเปลือกตาโดยมีหลายสาเหตุ ได้แก่ อาการแพ้ เมื่อลูกน้อยสัมผัสกับสิ่งที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง เช่น ละอองเกสรดอกไม้ ไรฝุ่นละออง ขนสัตว์เลี้ยง อาหาร ฯลฯ เมื่อเกิดอาการแพ้ขึ้นมักทำให้เกิดอาการทั่วไป เช่น อาการบวมแดงของเปลือกตา เป็นต้น ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ควรรู้ว่าลูกมีอาการแพ้อะไร เพราะอาการแพ้อาจมีความรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ค่ะ การงอกของฟัน เนื่องจากประสาทตาและฟันเชื่อมโยงกันการ งอกของฟันอาจทำให้ตาบวมได้ค่ะ ยุงกัด ก็สามารถทำให้ตาบวมได้ อาการบวมชนิดนี้ไม่ส่งผลให้เกิดการอาการเจ็บปวดแต่เพียงแค่สร้างความรำคาญให้กับลูกน้อยเนื่องจากอาการคัน ตาบวมจากยุงกัดสามารถอยู่ได้นานถึง 10 วันโดยทั่วไปอาการบวมมีลักษณะเป็นสีชมพูหรือสีแดง การบาดเจ็บ ในบริเวณใกล้ดวงตาสามารถทำให้ดวงตาบวมแดงหรือมากกว่านั้น และบางครั้งอาจไม่รู้สึกเจ็บปวดใดๆทั้งๆที่ตาบวม ตากุ้งยิง(Stye) และ ตากุ้งยิงชนิดไม่เจ็บ (Chalazion) ตากุ้งยิง(Stye) คือการเชื้อแบคทีเรียส่งผลให้เกิดการอักเสบของรูขุมขน มีลักษณะเป็นก้อนเนื้อนุ่มสีแดงเล็กๆคล้ายสิว เกิดขึ้นใกล้กับขอบเปลือกตาหรือใต้เปลือกตาและมักสร้างความเจ็บปวด ซึ่้งสามารถหายได้ภายในไม่กี่วัน ตากุ้งยิงชนิดไม่เจ็บ (Chalazion) เกิดจากถุงน้ำต่อมไขมันที่เปลือกตาอุดตัน โดยทั่วไปแล้วอาการบวมใน Chalazion นั้นใหญ่กว่าของกุ้งยิงแต่ไม่สร้างความเจ็บปวด เปลือกตาอักเสบ (Blepharitis) เปลือกตาของเราประกอบไปด้วยต่อมน้ำมันซึ่งบางครั้งอาจมีการอุดตันหรือผลิตน้ำมันมากเกินไป นอกจากอาการยังทำให้มีขี้ตามากตาแฉะ ระคายเคือง เป็นต้น เยื่อบุตาอักเสบ...

ตาบอดในเด็ก

ภาวะตาบอดในเด็ก สวัสดีค่ะ หลายคนอาจเคยได้ยินว่า “ดวงตา” เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในประสาทสัมผัสของร่างกายมนุษย์ เนื่องจากชีวิตที่ปราศจากการมองเห็นเป็นสิ่งเราต่างหวาดกลัวค่ะ และเมื่อสูญเสียไปก็ไม่สามารถหาสิ่งใดเพื่อมาทดแทนได้ สำหรับผู้เป็นพ่อแม่ความกังวลนี้มีมากขึ้นเมื่อลูกน้อยลืมตาดูโลกกว้างใบใหม่ เนื่องจากเด็กหลายคนมีภาวะตาบอดตั้งแต่กำเนิด หรือมีปัญหาเรื่องการมองเห็นเมื่อเด็กโตขึ้น และการอยู่โดยไม่มีสายตานั้นยากที่จะปรับตัว หากคุณสังเกตได้ว่าลูกน้อยไม่ตอบสนองตามแสงสว่าง หรือวัตถุเคลื่อนที่ก็อาจเป็นข้อบ่งชี้ของปัญหาทางด้านการมองเห็น ดังนั้นวันนี้เราจะมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับอาการตาบอดในเด็ก สาเหตุและจะรักษาได้อย่างไร การบกพร่องทางการมองเห็นคืออะไร การบกพร่องทางการมองเห็นนั้นไม่จำเป็นต้องหมายความว่าลูกของคุณจะมองไม่เห็นเลย(ตาบอด) การบกพร่องทางการมองเห็นอาจหมายถึงการสูญเสียการมองเห็นอย่างสมบูรณ์ หรือการมองเห็นบางส่วนจะไม่ชัดเจน หรือแม้แต่ตาบอดสีและความผิดปกติที่เกี่ยวข้อง โดยปกติแล้วทารกจะสามารถจ้องมองหรือติดตามการเคลื่อนไหวของวัตถุได้ในช่วง 6 - 8 สัปดาห์แรก การบกพร่องทางการมองเห็นแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ วิสัยทัศน์ในการมองเห็นต่ำ การมองเห็นต่ำ หมายถึง การมองเห็นวัตถุหรือบางสิ่งได้แต่ไม่สามารถมองเห็นทุกสิ่งที่เด็กในวัยของเขาควรจะมองเห็นได้ชัดเจน เช่น การมองเห็นแบบพร่ามัวไม่ชัดเจน ตาบอดสีซึ่งเด็กอาจจะไม่สามารถเห็นสีเฉพาะสีได้ เป็นต้น ตาบอด เด็กที่มีภาวะตาบอดไม่สามารถมองเห็นวัตถุหรือมองตามสิ่งที่เคลื่อนไหวเมื่ออายุ 8 สัปดาห์ หรือไม่สามารถโฟกัสภาพหรือวัตถุได้ เมื่อเทียบกับหลักเกณฑ์มาตรฐานการพัฒนาการทางด้านสายตาของเด็ก สาเหตุของการตาบอดในเด็ก การตาบอดในเด็กอาจมีสาเหตุหลายประการตั้งแต่อุบัติเหตุจนถึงพันธุกรรม ได้แก่ จอตามีความผิดปกติในทารกที่คลอดก่อนกำหนด เนื่องจากสมองขาดออกซิเจนไปชั่วระยะเวลาหนึ่ง ทำให้เซลล์สมองเสียหายส่งผลกระทบต่อหลอดเลือดที่จอตาซึ่งทำหน้าที่ในการควบคุมการมองเห็น มีเลือดออกในสมอง ซึ่งอาจส่งผลกระทบทำให้เกิดอาการตาบอดได้ ภาวะขาดวิตามินเอ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับดวงตาที่ช่วยให้การทำงานได้ดี และช่วยป้องกันการเกิดโรคที่ส่งผลกระทบต่อดวงตา อุบัติเหตุจากการมีวัตถุสิ่งแปลกปลอมเข้าตาก็สามารถทำให้ตาบอดได้เช่นกันค่ะ ต้อกระจกตั้งแต่กำเนิดเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้ตาบอดได้ในเด็ก ซึ่งอาจเป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมหรือแม่ที่เป็นหัดเยอรมันขณะตั้งครรภ์ โรคเบาหวานในเด็กสามารถส่งผลให้จอประสาทตาซึ่งสามารถทำให้สูญเสียการมองเห็นทีละน้อย อาการตาบอดในเด็ก อาการตาบอดในเด็กอาจเป็นเรื่องยากสำหรับเด็กที่จะอธิบายตั้งแต่อายุยังน้อยก่อนที่เขาจะมองเห็นได้อย่างสมบูรณ์ ดังนั้นการมองหาอาการสามารถช่วยให้คุณเข้าใจหากการสูญเสียการมองเห็นเกิดขึ้น...