การฆ่าเชื้อในขวดนม เคล็ดลับความปลอดภัยที่สำคัญ

การฆ่าเชื้อขวดนม เคล็ดลับความปลอดภัยที่สำคัญ เมื่อสัมผัสกับโลกภายนอกพวกเขามีความเสี่ยงต่อสิ่งต่าง ๆ มากมาย! ระบบภูมิคุ้มกันของทารกพัฒนาช้าและต้องได้รับการปกป้องจากแบคทีเรียและสารอันตรายอื่น ๆ ที่เข้าสู่ร่างกาย ทำไมต้องฆ่าเชื้อในขวดนม เนื่องจากทารกมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรค เชื้อแบคทีเรียต่างๆได้ง่าย และขวดนมเป็นของใช้ใกล้ตัวที่มีความเสี่ยงของการสะสมเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อไวรัสต่างๆ หากลูกกินนมจากขวดนมที่มีการสะสมของเชื้อโรค สามารถทำให้เกิดการอาเจียนและท้องเสียได้ ดังนั้นคุณควรฆ่าเชื้อขวดนมทุกครั้ง เพราะเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องใช้ความระมัดระวังอย่างที่สุดในสิ่งที่เข้าไปในปากของลูกน้อย เนื่องจากปากเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของร่างกายค่ะ วิธีการฆ่าเชื้อขวดนม การฆ่าเชื้อขวดควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าขวดนมและอุปกรณ์ล้างอย่างสะอาด ซึ่งมีวิธีการฆ่าเชื้อดังนี้ 1. การต้มขวดนมเป็นวิธีการฆ่าเชื้อที่ใช้กันมากที่สุด และยังเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการฆ่าเชื้อขวดนม โดยมีขั้นตอนดังนี้ ล้างขวดนม ฝาขวดนมและจุกนมด้วยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด ใส่อุปกรณ์ขวดนมทั้งหมดลงในหม้อ เติมน้ำให้ท่วมอุปกรณ์ทั้งหมด นำไปต้มอย่างน้อย 5 นาที จากนั้นปิดแก๊สและปล่อยให้น้ำเย็นลงตามธรรมชาติ หากต้องการใช้ขวดนมทันที ไม่ควรใช้ผ้าเช็ดสิ่งที่ผ่านการฆ่าเชื้อให้แห้งเพราะสารปนเปื้อนจะผ่านจากผ้าไปยังขวด เพียงเขย่าขวดเพื่อกำจัดน้ำหยดก็เพียงพอแล้วค่ะ ในการเก็บอุปกรณ์ขวดนม ให้ใส่อุปกรณ์ที่ผ่านการฆ่าเชื้อทั้งหมดในภาชนะที่สะอาดแห้ง 2. การใช้น้ำยาฆ่าเชื้อ(สารเคมีฆ่าเชื้อ) สำหรับการฆ่าเชื้ออุปกรณ์ให้อาหารทารก การใช้น้ำยาฆ่าเชื้อเหล่านี้ควรผสมกับน้ำในอัตราส่วนเฉพาะเพื่อทำน้ำยาฆ่าเชื้อเท่านั้น และแช่อุปกรณ์ขวดนมทั้งหมดในสารละลายอย่างน้อย 2 นาทีหรือตามคำแนะนำที่กำหนดไว้ของผู้ผลิต ก่อนใช้อุปกรณ์ให้สะบัดน้ำหยดและปล่อยให้แห้งตามธรรมชาติ อย่าใช้ผ้าเช็ดจานหรือผ้าเช็ดปากเช็ดให้แห้งอีกครั้ง เนื่องจากอาจทำให้อุปกรณ์ที่ผ่านการฆ่าเชื้อปนเปื้อน 3. เครื่องนึ่งขวดนม สำหรับอุปกรณ์นึ่งขวดนมเป็นกระบวนการทำงานที่ใช้ความร้อนคล้ายกับการต้ม เพื่อฆ่าจุลินทรีย์ที่เป็นอันตราย เครื่องนึ่งฆ่าเชื้อไอน้ำสามารถเสียบใช้ไฟฟ้าซึ่งมีขั้นตอนดังนี้ ทำความสะอาดอุปกรณ์ขวดนมทั้งหมด ด้วยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด วางขวดนมลงล่างไว้ในเครื่องฆ่าเชื้อเพื่อให้ไอน้ำสัมผัสกับพื้นผิวด้านในได้สูงสุด คุณสามารถทิ้งอุปกรณ์ไว้ในเครื่องฆ่าเชื้อจนกว่าคุณจะต้องใช้งาน แต่ตรวจสอบคำแนะนำเกี่ยวกับเวลาการใช้งาน การเปิดใช้งานเครื่องนึ่งขวดนม ควรปฏิบัติตามคำแนะน้ำของผู้ผลิตค่ะ 4. ไมโครเวฟ...

ภาวะแทรกซ้อน – ทารกคลอดก่อนกำหนดควรระวัง

ภาวะแทรกซ้อนทารกคลอดก่อนกำหนดควรระวัง สวัสดีค่ะ บทความนี้เราจะมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับผลกระทบของทารกคลอดก่อนกำหนด เพื่อเข้าใจถึงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ค่ะ การคลอดก่อนกำหนดคืออะไร โดยปกติแล้วการตั้งครรภ์ตลอดจนไปถึงการคลอดจะใช้เวลาประมาณ 37- 40 สัปดาห์ ถึงจะเป็นการตั้งครรภ์แบบครบกำหนด แต่การคลอดก่อนกำหนด คือ การที่คุณแม่มีภาวะปากเปิดซึ่งผลมาจากที่มดลูกเกิดการหดและขยายตัวของมดลูกก่อนกำหนดที่จะถึงสัปดาห์ที่ 37 ซึงการคลอดก่อนกำหนดจะมีปัจจัยเสี่ยงหลายประการที่เกี่ยวข้อง ถึงแม้ในปัจจุบันจะเป็นเรื่องที่พบได้บ่อยก็ แต่อย่างไรก็ตามคุณพ่อและคุณแม่ก็ต้องมีความจำเป็นที่จะต้องรู้และตระหนักถึงสาเหตุต่างๆ ของการคลอดลูกก่อนกำหนด เพราะเรื่องดังกล่ามมันมีความเสี่ยงถึงภาวะแทรกซ้อนอื่นๆที่อาจเกิดขึ้นกับทารกของคุณ ภาวะแทรกซ้อนและความเสี่ยงทารกคลอดก่อนกำหนด ทารกคลอดก่อนกำหนดบางรายอาจมีภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงระยะสั้น หรือปัญหาสุขภาพในระยะยาว แต่ด้วยการแพทย์สมัยใหม่และเทคโนโลยีใหม่ๆ ทารกมักจะสามารถอยู่รอดได้และใช้ชีวิตได้ปกติเหมือนเด็กทั่วไป โดยภาวะแทรกซ้อนสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้ ภาวะแทรกซ้อนระยะสั้น เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาสั้นๆสามารถรักษาให้หายได้ภายในเวลาที่กำหนด ดังนี้ - อาการตัวเหลือง หรือโรคดีซ่าน พบมากที่สุดในเด็กทารกคลอดก่อนกำหนด เนื่องจากตับไม่สามารถกำจัดบิลิรูบินออกจากร่างกายได้ ส่งผลให้บิลิรูบินสะสมในเลือดของทารก และแพร่กระจายเข้าไปในเนื้อเยื่อผิวของทารกจึงเปลี่ยนเป็นสีเหลือง วิธีการรักษาโรคดีซ่าน คือการส่องไฟเนื่องจากแสงไฟช่วยสลายบิลิรูบินลง ร่างกายสามารถกำจัดได้ง่ายขึ้นและหลังจากนั้น เมื่อตับโตเต็มที่ร่างกายสามารถกำจัดบิลิรูบินออกเอง - ปัญหาเกี่ยวกับไต ไตของทารกมักโตเร็วหลังคลอด แต่ปัญหาในการปรับสมดุลของเหลวในร่างกาย และของเสียสามารถเกิดขึ้นได้ในช่วง 4-5 วันแรก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กอายุน้อยกว่า 28 สัปดาห์ ของทารกอาจมีปัญหาของการกรองของเสียจากเลือด การผลิตปัสสาวะ เป็นต้น การรักษาที่ดีที่สุดคือ การกำจัดของเหลวและของเสียของจากร่างกาย - การติดเชื้อ ทารกคลอดก่อนกำหนดสามารถพัฒนาการติดเชื้อได้ในเกือบทุกส่วนของร่างกาย เด็กทารกอาจติดเชื้อในระยะใดก็ได้ตั้งแต่ขณะอยู่ในมดลูก ระหว่างคลอดและหลังคลอด...

สาเหตุทั่วไปของอาการปวดท้องในเด็ก

อาการปวดท้องมักสร้างความทรมานให้กับลูกของคุณ และเป็นเรื่องยากที่เราจะเข้าให้ถึงสาเหตุของการปวดท้อง แม้ว่าในบางครั้งลูกอาจบอกได้ว่าปวดบริเวณส่วนไหนของท้อง เนื่องจากอาการปวดท้องสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุตั้งแต่การกินอาหารที่มากไปจนถึงการแพ้อาหารค่ะ ดังนั้นบทความนี้จะมาพูดถึงสาเหตุของอาการปวดท้องในเด็กที่พบบ่อยค่ะ สาเหตุทั่วไปของอาการปวดท้องที่พบบ่อยในเด็ก อาการท้องผูก เป็นสาเหตุของอาการปวดท้องที่พบบ่อยที่สุดในเด็ก เนื่องจากการดื่มน้ำน้อยระหว่างวัน การรับประทานอาหารที่มีกากใยน้อย และสัญญาณของอาการท้องผูกสังเกตได้จากพฤติกรรมการขับถ่ายลำบาก อุจจาระแข็ง เป็นต้น การบรรเทาอาการท้องผูกในเด็ก คุณแม่สามารถทำได้ด้วยการให้ลูกรับประทานอาหารที่ช่วยการอ่อนตัวของอุจจาระ เช่น น้ำลูกพรุน มะละกอสุก เป็นต้น ร่วมถึงการสวนก้นควรปรึกษาแพทย์ก่อนดำเนินการค่ะ อาการท้องผูกสามารถป้องกันได้ด้วยการรับประทานที่มีกากใยอาหารสูง ดื่มน้ำสะอาดมากๆ เป็นต้น ก๊าซในกระเพาะอาหารและลำไส้ อาการปวดท้องที่เกิดจากการสะสมก๊าซเป็นอีกปัญหาที่พบได้บ่อยในเด็ก โดยมีสาเหตุจากนิสัยการกินอาหารที่ไม่เหมาะสม ส่งผลให้เกิดการสะสมของก๊าซในกระเพาะอาหารและสำไส้ การบรรเทาอาการก๊าซในกระเพาะอาหารได้แก่ ในเด็กเล็กการเรอหลังจากดื่มนมทุกครั้งหรือการนวดที่ท้องเบาๆ ในกรณีของเด็กโตอาจให้รับประทานโปรไบโอติก ช่วยในการบรรเทาแก๊สโดยช่วยรักษาแบคทีเรียที่ดีในระบบย่อยอาหาร แพ้โปรตีนนมวัว อาการแพ้นมวัวในเด็กมักมีอาการปวดท้อง ท้องเสีย คลื่นไส้อาเจียน ผื่นแพ้ขึ้น เป็นต้น ในบางกรณีเมื่อเด็กมีอาการแพ้นมอย่างรุนแรงอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้ค่ะ เด็กที่มีอาการแพ้นมมักจะได้รับผลกระทบจากผลิตภัณฑ์นมอื่นๆเช่นกันค่ะ ดังนั้นนมถั่วเหลืองจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับเด็กที่มีอาการแพ้นม ในกรณีที่ลูกของคุณอาจแพ้นมวัวและนมถั่วเหลือง คุณควรปรึกษานักโภชนาการเพื่อทดแทนนมด้วยอาหารอื่น เพื่อตอบสนองความต้องการทางโภชนาการของเด็กค่ะ อาการเมารถ เด็กหลายคนมีอาการเมารถในการเดินทางระยะไกล ส่งผลให้เกิดอาการไม่สบายท้องหรือคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย เชื่อกันว่าอาการเมารถเกิดขึ้นระหว่างสิ่งที่เห็นภายนอกและอวัยวะที่ไวต่อการเคลื่อนไหวของร่างกายไม่สัมพันธ์กัน และปัญหานี้สามารถหลีกเลี่ยงได้โดยการหยุดพักระหว่างการเดินทางบนท้องถนน เพื่อรับอากาศบริสุทธิ์และรับประทานอาหารที่เบา และสร้างความสดชื่นระหว่างการเดินทางค่ะ อาการปวดท้องในเด็ก ถือเป็นเรื่องปกติ แต่มักทำให้พ่อแม่กังวลใจมากเมื่อทำให้ลูกต้องทนทุกข์ทรมาน ดังนั้นการเข้าใจถึงสาเหตุเบื้องต้นของอาการปวดท้องในเด็ก ก็จะเป็นการป้องกันหรือบรรเทาอาการในเบื้องต้นของลูกของคุณได้ค่ะ

เคล็ดลับความปลอดภัยในบ้านสำหรับลูกน้อย

เคล็ดลับความปลอดภัยในบ้านสำหรับลูกน้อย บ้านเป็นสถานที่แรกของการเรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่าง การสัมผัสและรับรู้ถึงความรักการดูแลและความสะดวกสบาย เพื่อกระตุ้นพัฒนาการทางด้านร่างกายและจิตใจที่ดีเหมาะสมวัยของลูก ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญมากที่คุณต้องมีการป้องกันพร้อมกับสอนเรื่องความปลอดภัยในบ้านให้กับลูกของคุณ 10 กฏสร้างความปลอดภัยในบ้านสำหรับลูกน้อย ในขณะที่บ้านเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยสำหรับเด็กที่สุด แต่อาจมีอันตรายที่ซ่อนอยู่เช่นกันค่ะ บทความนี้เรารวมความปลอดภัยในบ้านที่สามารถป้องกันได้มาฝากคุณพ่อคุณแม่หรือผู้ปกครองค่ะ อย่าปล่อยให้ลูกอยู่ตามลำพังในน้ำ สระน้ำกับเด็กเป็นอุบัติเหตุที่พบบ่อยมากๆค่ะ สำหรับเด็กๆที่ชอบเล่นน้ำไม่ว่าจะเป็นอ่างอาบน้ำหรือสระว่ายน้ำ แม้ว่าจะเป็นช่วงเวลาที่สนุกสนานแต่มีโอกาสเสี่ยงของการเกิดอุบัติเหตุได้ เช่น การจมน้ำซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ในอ่างน้ำหรือสระว่ายน้ำ วิธีการป้องกันที่ดีที่สุดคือการไม่ปล่อยให้ลูกของคุณเล่นน้ำตามลำพัง หรือก้มน่าเล่นโทรศัพท์มือถือแม้เป็นช่วงระยะเวลาสั้นก็ตามคะ  เก็บผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดหรือสารเคมีให้ห่างจากเด็ก ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดทั้งหมดมีสารเคมีในตัวซึ่งเป็นพิษสูงเมื่อกลืนกินเข้าไป การป้องกันคือการเก็บให้พ้นมือเด็กๆ และหลีกเลี่ยงการใช้ภาชนะบรรจุอาหารหรือเก็บไว้ในครัว เพื่อป้องกันการเข้าใจผิดของเด็กค่ะ ที่นอนหรือชุดเครื่องนอนสำหรับเด็ก หลีกเลี่ยงการตกแต่งพื้นที่การนอนของลูกด้วยตุ๊กตาตัวใหญ่ หมอนหรือผ้าห่มขนาดใหญ่มีน้ำหนัก เพื่อป้องกันการกดทับลูกน้อยซึ่งอาจทำให้หายใจไม่ออกได้ออก และหลีกเลี่ยงเตียงนอนสูงๆในกรณีที่ลูกเริ่มคลานได้แล้วค่ะ ควรเลือกใช้ผ้าห่มเนื้อบางเบาและถ้าอากาศเย็นควรสวมใส่เสื้อผ้าที่เหมาะสมกับอากาศค่ะ ควรปิดปลั๊กไฟและเก็บสายไฟฟ้า ทำให้บ้านของคุณปลอดภัยจากการถูกไฟฟ้าช็อตทุกชนิดด้วยการปิดปลั๊กไฟ ทิ้งอุปกรณ์ไฟฟ้าหรือซ่อมแซมสายไฟที่ชำรุด และควรสอนลูกเกี่ยวกับอันตรายจากไฟฟ้าช็อต และไม่ควรจับอุปกรณ์ไฟฟ้าในขณะที่มือเปียก สิ่งของมีคมหรืออาวุธปืน ควรเก็บสิ่งของมีคม มีด กรรไกร ให้พ้นมือเด็ก และหากคุณมีอาวุธปืนอยู่ที่บ้าน คุณต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่ามันถูกเก็บไว้ในที่ปลอดภัยและไม่ควรบรรจุกระสุนไว้ รวมถึงการสอนลูกของคุณเกี่ยวกับอันตรายของการใช้ปืนในชีวิตจริง และบอกความแตกต่างระหว่างปืนที่วีรบุรุษใช้ในภาพยนตร์หรือการ์ตูนค่ะ หลีกเลี่ยงของเล่นหรืออาหารที่มีขนาดเล็กๆ เนื่องจากเด็กๆมักได้รับอันตรายจากการสำลักอาหาร ของเล่นขนาดเล็ก เช่น ถั่วขนาดเล็ก องุ่น ลูกปัด กระดุม ถ่านของเล่น เหรียญ เป็นต้น ดังนั้นการทำอาหารให้ลูกของคุณรับประทานควรระมัดระวัง และไม่ควรเล่นกับลูกน้อยให้ขณะป้อนอาหาร เพราะการหัวเราะในขณะที่กลืนอาหารอาจทำให้สำลักได้ค่ะ รวมถึงการสอนให้ลูกน้อยเคี้ยวอาหารให้ละเอียดก่อนกลืนค่ะ การติดตั้งสัญญาณเตือนควันในบ้าน การติดตั้งสัญญาณเตือนควันที่บ้าน และสอนเด็กๆเกี่ยวกับสัญญาณเตือนไฟไหม้ พร้อมแผนหนีไฟเมื่อได้ยินสัญญาณเตือนภัยค่ะ ความปลอดภัยขณะเล่นกับสัตว์เลี้ยง ถึงแม้ว่าจะเป็นสัตว์เลี้ยงของเราก็ตาม แต่การกระทำบางอย่างของลูกๆของคุณ...

การขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศในเด็ก

การขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศในเด็ก ปัจจุบันคุณพ่อคุณแม่หลายคนนิยมการขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศเด็กผู้ชาย และเป็นการปฏิบัติที่แพร่หลายในโลกมุสลิมเนื่องจากข้อกำหนดทางศาสนา และเชื่อกันว่าการขลิบอวัยวะเพศช่วยให้ทำความสะอาดง่าย ลดความเสี่ยงในการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะและลดโอกาสเป็นมะเร็งที่อวัยวะเพศได้ ดังนั้นบทความนี้เรารวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชาย รวมทั้งข้อดีและข้อเสียที่น่าสนใจมาฝากคุณพ่อคุณแม่ค่ะ การขลิบคืออะไร เด็กชายเกิดมาพร้อมกับผิวหนังซึ่งครอบคลุมส่วนปลายของอวัยวะเพศชาย หรือที่เรียกกันว่าหนังหุ้มปลายลึงค์ ซึ่งมีเยื่อเมือกทำหน้าที่ป้องกันอวัยวะเพศชายของเด็กตามธรรมชาติต่อความแห้งกร้าน และการระคายเคืองที่อาจเกิดจากการปัวสาวะหรือการเสียดสีกับกางเกง และการขลิบเป็นกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการตัดหนังหุ้มปลายลึงค์ของเด็กทารกเพื่อเปิดปลายอวัยวะเพศชาย  ทำไมต้องขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศ มีเหตุผลหลายประการที่พ่อแม่ต้องให้ลูกชายขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศ นอกเหนือจากความเชื่อด้านวัฒนธรรมและศาสนา และมีประโยชน์ต่อสุขภาพหลายประการที่ทำให้ผู้ปกครองบางคนตัดสินใจในเรื่องนี้กับลูก ซึ่งเชื่อกันว่าช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งอวัยวะเพศชาย ลดการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะหรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เป็นต้น เนื่องจากปัญหาทั่วไปของความชื้นที่ติดอยู่ระหว่างหนังหุ้มปลายลึงค์และอวัยวะเพศชาย เหมาะสำหรับแบคทีเรียที่จะเติบโตจึงเพิ่มความเสี่ยงของการติดเชื้อและแพร่กระจายไปยังผู้อื่นได้ แต่ก็มีพ่อแม่หลายท่านเชื่อว่าการขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศ สร้างความเจ็บปวดและเสี่ยงต่อการติดเชื้อหลังการผ่าตัดดังกล่าว รวมถึงภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ อาจทำให้หนังหุ้มปลายลึงค์สั้นหรือยาวเกินไปหรือมีโอกาสติดเชื้อและมีเลือดออกค่ะ การขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศควรทำตอนไหน โดยปกติการขลิบสามารถจะดำเนินการภายใน 2 วันของการเกิด ยกเว้นในกรณีการคลอดก่อนกำหนด รวมถึงความพร้อมทางด้านร่างกายของลูกน้อย ซึ่งเวลาที่เหมาะสมที่สุดคือ อายุช่วง 2-3 สัปดาห์หรือ 10 วันหลังคลอด เนื่องทำได้ง่ายและไม่ต้องเย็บแผล โดยแพทย์จะอธิบายอย่างชัดเจนถึงขั้นตอนความเสี่ยงและประโยชน์ของการผ่าตัดและเวลาที่เหมาะสมในการผ่าตัดค่ะ การเตรียมลูกน้อยก่อนการขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศ โดยปกติมีหลายสิ่งที่คุณต้องทำ เพราะในกรณีส่วนใหญ่การผ่าตัดจะดำเนินการเมื่อทารกแรกเกิดยังอยู่ในโรงพยาบาลและต้องกรอกแบบฟอร์มยินยอมจากคุณพ่อคุณแม่ และเมื่อมีการกำหนดวันและเวลาแพทย์อาจบอกให้คุณไม่ให้อาหารทารกอย่างน้อย 4-6 ชั่วโมงก่อนการผ่าตัดค่ะ การดูแลหลังการขลิบอวัยวะเพศ การดูแลทารกที่ขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศไม่ยากอย่างที่คิดค่ะ เนื่องจากอวัยวะเพศของทารกไม่บอบบางอย่างที่คิดค่ะ เพียงใช้น้ำอุ่นในการทำความสะอาดอวัยวะเพศชายอย่างอ่อนโยนแทนการใช้ผ้าเช็ดทำความสะอาดสำเร็จรูป และหลีกเลี่ยงการใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูปเพื่อป้องกันการสัมผัสกับเชื้อ การใช้ผ้าอ้อมช่วงให้ระบายอากาศได้ดีไม่อับชื้น การดูแลรักษาความสะอาดได้ง่ายกว่าผ้าอ้อมสำเร็จรูปค่ะ และหากพบว่าส่วนปลายของอวัยวะเพศที่ขลิบแล้วเป็นสีแดงเล็กน้อยหรือมีเลือดออกเล็กน้อยก็ถือว่าปกติ ในกรณีที่ลูกปัสสาวะไม่ออกหรือติดขัด อาการคันบวมแดง ควรปรึกษาแพทย์ทันทีค่ะ การขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศเป็นทางเลือกที่ทำโดยคุณพ่อคุณแม่ ซึ่งควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับขั้นตอนในการขลิบ การดูแลรักษา การระมัดระวังตลอดระยะเวลาพักฟื้น เพื่อความปลอดภัยของลูกน้อยค่ะ