โรคไส้เลื่อนในทารก เป็นได้ทั้งชายและหญิง

โรคไส้เลื่อนในทารก เป็นได้ทั้งชายและหญิง โรคไส้เลื่อนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าเกิดในผู้ชายแต่คุณรู้หรือไม่ว่า โรคไส้เลื่อนในเด็กเกิดได้ทั้งในเด็กผู้ชายและเด็กผู้หญิงซึ่งเป็นได้ตั้งแต่เด็กเล็กค่ะ และจะมีวิธีการสังเกตอาการอย่างไร บทความนี้เราจะมาหาคำตอบไปพร้อมกันค่ะ โรคไส้เลื่อนในทารกคืออะไร โรคไส้เลื่อนในทารก คือภาวะที่ลำไส้เกิดการเคลื่อนตัวออกจากตำแหน่งเดิมดันตัวเป็นก้อนนูนหรือตุงออกมาตรงบริเวณใดบริเวณหนึ่งของผนังหน้าท้องหรือบริเวณอุ้งเชิงกราน ไส้เลื่อนสามารถเกิดขึ้นได้โดยไม่มีเหตุผลเฉพาะค่ะ เมื่อความดันในช่องท้องทำให้ไส้เลื่อนสามารถนูนออกมาและอาจหายไปเมื่อความดันถูกปล่อยออกมา ไส้เลื่อนในทารกส่วนใหญ่พบในเด็กผู้ชายมากกว่าเด็กผู้หญิงและพบมากที่สุดได้แก่ ไส้เลื่อนสะดือและไส้เลื่อนขาหนีบโดยมีสาเหตุ อาการและการรักษาดังนี้ ไส้เลื่อนบริเวณสะดือ ไส้เลื่อนสะดือคือไส้เลื่อนชนิดที่เกิดขึ้นรอบๆสะดือทำให้สะดือเป็นก้อนนูนขนาด 2 - 6 เซนติเมตร เนื่องจากกล้ามเนื้อบริเวณหน้าท้องของเด็กทารกยังไม่แข็งแรงการพัฒนาไม่สมบูรณ์ จะพบบ่อยเมื่อเวลาร้องไห้ท้องจะผลักออกมา ไส้เลื่อนบริเวณสะดือส่วนใหญ่มักจะหายไปเองเนื่องจากช่องว่างในผนังกล้ามเนื้อถูกปิดลงเมื่อโตขึ้น ยกเว้นในบางรายที่มีอาการอื่นๆร่วมด้วย เช่น ปวดท้องอย่างรุนแรง มีไข้ อาเจียน หน้าท้องโป่ง เป็นต้น ซึ่งต้องทำการรักษาด้วยการผ่าตัดเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นต่อไป การผ่าตัดไส้เลื่อนบริเวณสะดือเมื่อผ่าตัดเสร็จแล้ว ทารกสามารถกลับบ้านได้เลยภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังการผ่าตัดสะดือ การดูแลคุณพ่อคุณแม่ต้องให้ความสำคัญในการดูแลรักษาความสะอาดมากเป็นพิเศษค่ะ ไส้เลื่อนบริเวณขาหนีบ ไส้เลื่อนบริเวณขาหนีบ เป็นการยื่นออกมาของส่วนหนึ่งของลำไส้หรือเยื่อหุ้มเซลล์จากช่องท้อง ซึ่งอาจขยายเกินกว่าขาหนีบ เนื่องจากกล้ามเนื้อในบริเวณขาหนีบของทารกไม่ได้รับการพัฒนาเพียงพอ หรือไม่สามารถรับแรงกดของช่องท้องได้ ไส้เลื่อนบริเวณขาหนีบก้อนนูนจะไม่หายไปและยังคงเป็นก้อนตุงตลอดเวลา อาการที่พบได้แก่ บริเวณขาหนีบบวมเป็นก้อนเนื้อแข็ง เจ็บปวด อาเจียน ร้องไห้งอแงจากอาการเจ็บ เป็นต้น การรักษาไส้เลื่อนบริเวณขาหนีบด้วยการผ่าตัด เพื่อผลักลำไส้กลับสู่ตำแหน่งที่เหมาะสม ผนังกล้ามเนื้อจะถูกเย็บเพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ โรคไส้เลื่อนในทารกเป็นภาวะที่ทำให้ลูกของคุณรู้สึกเจ็บปวดมากถึงแม้ว่าจะไม่ใช่โรคร้ายแรงในเด็ก แต่การรู้และสามารถระบุอาการของโรคได้ตั้งแต่เนิ่นๆก็จะทำให้ได้รับการรักษาที่รวดเร็ว ลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ เพราะสุขภาพของลูกเป็นสิ่งสำคัญ...

ทารกตาแฉะ ขี้ตาเยอะอันตรายหรือไม่

ทารกตาแฉะ ขี้ตาเยอะอันตรายหรือไม่ สวัสดีค่ะ คุณพ่อคุณแม่สงสัยหรือไม่ว่าทำไม่ทารกตาแฉะ ขี้ตาเยอะและจะเป็นอันตรายหรือไม่ วันนี้เราจะพามาหาคำตอบกันค่ะ รวมถึงวิธีการดูแลดวงตาลูกน้อยค่ะ ทารกช่วงอายุ 1-3 เดือนหลังคลอดในบางรายอาจพบว่ามีขี้ตาเยอะ อาการตาแฉะหรือน้ำตาไหล โดยสาเหตุที่พบบ่อยคือทารกมีท่อน้ำตาที่แคบทำให้เกิดการอุดตันของท่อน้ำตา หรือเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียในระหว่างการคลอด โดยอาจเป็นเพียงข้างเดียวหรือทั้งสองข้างค่ะและอาการที่พบ ได้แก่ มีของเหลวสีเหลืองหรือสีขาวที่มุมของดวงตาและอาจเปลี่ยนเป็นสีเขียวได้ อาจมีรอยแดงเล็กน้อยและเกิดการอักเสบรอบหรือใต้ตา หรือมีน้ำตาไหลซึ่งอาจเป็นผลมาจากการฉีกขาดของท่อน้ำตาค่ะ เป็นต้น นอกจากนี้อาจเกิดจากสาเหตุอื่นๆ เช่น กระจกตาอักเสบ เยื่อบุตาอักเสบ สิ่งแปลกปลอมเข้าตา เป็นต้น การดูแลลูกน้อยเมื่อมีอาการตาแฉะหรือขี้ตาเยอะ โดยที่คุณพ่อคุณแม่สามารถทำได้ที่บ้านได้แก่ 1. การทำความสะอาดด้วยน้ำอุ่นที่ต้มสุก ซึ่งเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมมากที่สุดโดยมีขั้นตอนดังนี้ ล้างมือคุณพ่อหรือคุณแม่ให้สะอาดก่อนการทำความสะอาดรอบดวงตาของลูกน้อย นำสำลีชุบน้ำอุ่นที่ต้มสุกแล้วบีบสำลีหมาดๆ เริ่มต้นเช็ดจากหัวตาไปหางตาเบาๆ เปลี่ยนสำลีใหม่และทำซ้ำจนกว่าขี้ตาของลูกน้อยจะหมดค่ะ ควรเช็ดวันละ 2 - 3 ครั้ง หรือเวลาที่ลูกน้อยมีขี้ตาเยอะหรือตาแฉะ 2. การนวดหัวตา เป็นการนวดบริเวณที่อยู่ใกล้กับดวงตาและจมูกเบาๆอย่างน้อยรอบละ 20-30 ครั้ง ซึ่งจะช่วยในการเปิดท่อน้ำตาที่ถูกปิดกั้นอยู่และควรนวดอย่างน้อย 4 ครั้งต่อวัน 3. ยาป้ายตาปฏิชีวนะหรือยาหยอดตาปฏิชีวนะ การใช้ยาเพื่อรักษาอาการตาแฉะต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของกุมารแพทย์อย่างเคร่งครัดไม่ควรซื้อยามาหยอดให้ลูกเองเด็ดขาดค่ะ 4. การผ่าตัดหรือการแยงท่อน้ำตา ในเด็กบางรายที่มีอาการรุนแรงหรือการดูแลรักษาเบื้องต้นแต่ไม่หาย แพทย์จะทำการผ่าตัดหรือการแยงท่อน้ำตาเพื่อแก้ไขภาวะท่อน้ำตาอุดตัน 5. การใช้น้ำนมแม่หยอดตา ซึ่งเป็นวิธีที่ทางการแพทย์ไม่มีข้อมูลสนับสนุนการใช้น้ำนมแม่หยอดตา แต่มีคุณแม่หลายท่านที่มีประสบการณ์จำนวนมากใช้น้ำนมแม่ เพื่อเช็ดสิ่งสกปรกที่ตกค้างออกจากดวงตาของลูกน้อยค่ะ ภาวะตาแฉะหรือขี้ตาเยอะในเด็กทารกส่วนใหญ่จะไม่ร้ายแรงและสามารถรักษาได้เองด้วยการหมั่นทำความสะอาดค่ะ และอาการตาแฉะหรือขี้ตาเยอะในเด็กอันตรายหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับสาเหตุของการเกิดโรคค่ะ คุณพ่อคุณแม่ควรหมั่นสังเกตอาการและดูแลดวงตาของลูกน้อย...

ลูกท้องผูก สวนก้นได้ไหม

สวัสดีค่ะ วันนี้จะพาคุณพ่อคุณแม่มาหาคำตอบเกี่ยวกับการสวนก้นลูกน้อยค่ะ เมื่อลูกท้องผูกสวนก้นได้หรือไม่ และอันตรายไหม ตามมาหาคำตอบได้เลยจ้า อาการท้องผูกเป็นปัญหาที่เกิดได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ค่ะ อาการท้องผูกไม่ใช่โรคที่เกิดจากการติดเชื้อ แต่เป็นอาการที่เกิดจากการไม่ขับถ่ายอุจจาระ อุจาระลำบากต้องแบ่งแรงๆ อุจจาระลักษณะแห้งแข็ง ฯลฯ โดยปกติแล้วร่างกายเราต้องมีการขับถ่ายอุจจาระอย่างน้อย 3 ครั้ง/สัปดาห์ อาการท้องผูกในเด็กมักเกิดจากพฤติกรรมการรับประทานอาหาร เช่น การกินอาหารที่มีเส้นใยอาหารน้อย ดื่มน้ำไม่เพียงพอ ฯลฯ รวมถึงพฤติกรรมการขับถ่าย เช่น การกลั้นอุจจาระซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากห่วงเล่น ไม่คุ้นชินกับสถานที่ หรือมีประสบการณ์ที่ไม่ดีเรื่องของการขับถ่าย เป็นต้น ดังนั้นการสวนก้นเพื่อแก้ปัญหาท้องผูกในเด็กจึงเป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ให้ความสนใจและเลือกใช้วิธีนี้ในการแก้อาการท้องผูกในเด็ก การสวนก้นเด็กอันตรายหรือไม่ การสวนก้นเป็นกระบวนการหนึ่งเพื่อช่วยในอุจจาระอ่อนตัวลงและขับถ่ายออกมาได้ง่ายขึ้น แต่ไม่ควรทำบ่อยเพราะอาจทำให้ลูกกลัวการขับถ่ายเมื่อต้องถูกจับสวนก้น และอาจส่งผลต่อเยื่อบุสำไส้ได้ วิธีการสวนก้นเพื่อแก้ปัญหาท้องผูกนั้นมีด้วยกัน 3 แบบค่ะ ได้แก่ แท่งกลีเซอรีนหรือแท่งเทียนสวนก้น  คือไขมันบริสุทธิ์ชนิดหนึ่งซึ่งปลอดภัยสำหรับเด็กไม่มีผลข้างเคียงสามารถใช้บ่อยค่ะ มีลักษณะเป็นแท่งเล็กๆเพื่อใช้สอดเข้าทางทวารของเด็ก เมื่อสอดเข้าไปแล้วตัวยาจะละลายในสำไส้และออกมาพร้อมกับอุจจาระของลูกค่ะ สบู่ คือการนำสบู่อาบน้ำแบบก้อนมาเหลาให้เป็นชิ้นเล็กเพื่อสวนเข้าทวาร แต่การใช้สบู่สวนก้นอาจทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผนังลำไส้ใหญ่และเกิดลำไส้อักเสบได้ค่ะ ลูกยางสวนทวาร สามารถหาซื้อได้ที่ร้านขายยาทั่วไปค่ะ การสวนก้นเด็กด้วยวิธีนี้ต้องทำตามคำแนะนำของเภสัชอย่างเคร่งครัดและไม่ควรใช้วิธีนี้บ่อยๆ เพราะอาจทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผนังลำไส้ใหญ่และเกิดลำไส้อักเสบได้ ข้อควรระวังในการสวนก้นลูกน้อย การสวนก้นลูกน้อยเมื่อมีอาการท้องผูกควรระมัดระวังดังนี้ เลือกใช้ผลิตภัณฑ์สวนก้นใหเหมาะสมและในปริมาณที่เหมาะสมกับเด็ก ผลิตภัณฑ์ที่มีความลื่นและไม่ควรบังคับหรือยัดเข้าไป เพราะอาจทำให้เนื้อเยื่อทวารฉีดขาดได้ซึ่งจะทำให้ลูกของคุณรู้สึกกลัวการขับถ่ายมากขึ้นค่ะ ไม่ควรใช้ยาสวนก้นบ่อยๆ เพราะอาจจะทำให้ติดเป็นนิสัยและไม่ยอมขับถ่ายด้วยตัวเอง หรืออาจส่งผลในระยะยาวได้ค่ะ หากลูกของคุณมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนร่วมด้วย ควรพาไปพบแพทย์ทันทีค่ะ การแก้ปัญหาท้องผูกในเด็ก การแก้ปัญหาท้องผูกในเด็กซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้ยาสวนทวารหรือการทานยาระบายทุกครั้งค่ะ การแก้ปัญหาอาการท้องผู้สามารถทำได้ค่ะ ได้แก่...

อาการข้างเคียงหลังฉีดวัคซีนในเด็ก

การฉีดวัคซีนในเด็กเป็นสิ่งจำเป็นต้องได้รับการฉีดเพื่อป้องกันการเกิดโรคต่างๆในเด็ก และหลังจากฉีดวัคซีนมักตามมาด้วยผลข้างเคียงต่างๆ ถึงแม้ว่าจะเป็นเรื่องปกติสำหรับเด็กๆแต่ก็มักสร้างความกังวลความไม่สบายใจให้กับคุณพ่อคุณแม่ค่ะ เมื่อเห็นลูกน้อยเจ็บป่วยหรือไม่สบายตัว บทความนี้จะพาคุณพ่อคุณแม่มาหาคำตอบและวิธีการรับมือผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีนในเด็กค่ะ การฉีดวัคซีนคือกระบวนการเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน การป้องกันโรคในเด็ก เนื่องจากเด็กมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่าย เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของเด็กยังไม่สมบูรณ์เต็มที่ และในการฉีดวัคซีนบางชนิดมักส่งผลข้างเคียงหลังการฉีดวัคซีน ซึ่งอาจเป็นเรื่องปกติสำหรับเด็กบางรายและส่วนใหญ่จะแสดงอาการที่ไม่รุนแรงสามารถบรรเทาและหายภายในไม่กี่วันค่ะ แต่มีวัคซีนบางชนิดที่อาจแสดงผลข้างเคียงหลังจากได้รับวัคซีนนาน 5 - 12 วัน เช่น วัคซีน MMR เป็นต้น โดยทั่วไปอาการข้างเคียงหลังจากฉีดวัคซีนที่พบบ่อยมีดังนี้ มีไข้ ซึ่งเป็นอาการข้างเคียงที่พบได้บ่อยที่สุด ลูกน้อยอาจมีไข้ตลอด 24 ชั่วโมงถึง 48 ชั่วโมง คุณพ่อคุณแม่สามารถให้ยาลดไข้แก่ลูกน้อยได้ค่ะ รอยแดงบริเวณที่ฉีด โดยปกติจะลดลงและหายไปเองใน 3 - 4 วัน บวมหรือก้อนแข็งใต้ผิวหนังบริเวณที่ฉีด เนื่องจากเลือดออกที่เกิดขึ้นใต้ผิวหนังอาการนี้อาจใช้เวลา 2-3 วัน นอนหลับ ลูกน้อยอาจรู้สึกง่วงนอนเป็นพิเศษ อ่อนเพลียได้ค่ะ หงุดหงิด ร้องไห้งอแง เนื่องจากความเจ็บปวดและความรู้สึกไม่สบายจากการฉีดวัคซีน อาการข้างเคียงดังกล่าวเป็นอาการที่พบได้บ่อยและไม่รุนแรงค่ะ ซึ่งหากพบว่าลูกน้อยมีอาการอึดอัด กระสับกระส่ายมาก อาการชัก หายใจลำบาก ผื่นขึ้น อาเจียน ท้องเสีย ฯลฯ ควรรีบพบแพทย์ทันที เนื่องจากลูกน้อยของคุณอาจมีอาการแพ้วัคซีนชนิดนั้นได้ค่ะ การดูแลลูกน้อยหลังจากฉีดวัคซีน...

โรคไอกรนในเด็ก

โรคไอกรนในเด็ก โรคไอกรนในเด็ก อันตรายใกล้ตัวลูกน้อยอาการคล้ายโรคหวัดค่ะ โรคไอกรนสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัยค่ะ แต่มีความรุนแรงหากเกิดขึ้นกับลูกน้อยของคุณเสียงเสียชีวิตได้ ดังนั้นวันนี้เราจะมาทำความเข้าใจหร้อมกับวิธีการป้องกัน ดูแลรักษาโรคไอกรนในเด็กค่ะ โรคไอกรน คือการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียบอร์เดเทลลา เพอร์ทัสซิส ทำให้เกิดอาการไอรุนแรงอย่างต่อเนื่อง หายใจลำบาก ลักษณะอาการทั่วไปจะคล้ายกับโรคไข้หวัดทั่วไป โรคไอกรนสามารถติดต่อกันได้ง่ายผ่านสารคัดหลั่งละอองของเสมหะ น้ำมูก หรือน้ำลายของผู้ป่วยจากการไอ จาม รวมถึงการใกล้ชิดการหายใจร่วมกับผู้ป่วย โรคไอกรนในเด็กที่พบบ่อยมักเกิดจากการได้รับวัคซีนป้องกันที่ยังไม่ครบ หรือในบางรายอาจยังไม่เคยได้รับวัคซีน รวมถึงติดจากบุคคลใกล้ชิด โรคไอกรนในทารกและเด็กอันตรายเสี่ยงเกิดภาวะแทรกซ้อนซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิตค่ะ อาการโรคไอกรนในเด็ก โรคไอกรนมระยะฟักตัว 5-10 วันหลังจากได้รับเชื้อหรือในบางรายอาจนานกว่านั้น อาการของโรคไอกรนในเริ่มแรกอาจคล้ายกับโรคไข้หวัด เช่น มีน้ำมูกไหล ไอจาม ไอเล็กน้อยหรือในบางรายไม่แสดงอาการไอ เป็นต้น หลังจากนั้นประมาณ 1-2 สัปดาห์ จะมีอาการไอต่อเนื่องรุนแรงเป็นเวลานาน ทำให้หายใจลำบาก ในบางรายไอจนริมฝีปากเขียว ตัวเขียวเนื่องจากขาดออกซิเจน หรือไอจนหยุดหายใจซึ่งเป็นอันตรายเสี่ยงเสียชีวิตได้ค่ะ เช่น  ภาวะหยุดหายใจชั่วคราว โรคปอดบวม โรคกลุ่มอาการทางสมอง การติดเชื้อที่ปอด เป็นต้น การรักษาโรคไอกรนในเด็ก การรักษาโรคไอกรนในเด็กนั้นเป็นการรักษาตามอาการ เพื่อประคับประคองอาการและลดการแพร่กระจายของเชื้อ ซึ่งแพทย์จะทำการรักษาด้วยการให้ยาปฏิชีวนะต่อเนื่องนานกว่า 2 สัปดาห์ และควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เช่น หลีกเลี่ยงสารที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองหรือสารก่อภูมิแพ้ ทานยาให้ครบตามกำหนอ ฯลฯ การป้องกันโรคไอกรน โรคไอกรนในเด็กสามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันโดยเด็กจะเริ่มฉีดเข็มแรกเมื่ออายุ 2...