พยาธิเข็มหมุดในเด็ก

การติดเชื้อพยาธิเข็มหมุดเป็นเรื่องธรรมดาในหมู่เด็กที่ไปโรงเรียน และสามารถแพร่เชื้อจากเด็กไปสู่เด็กได้อย่างรวดเร็ว แต่ไม่ถือว่าเป็นอันตรายและสามารถรักษาได้ด้วยการใช้ยาถ่ายพยาธิค่ะ พยาธิเข็มหมุด เป็นหนอนตัวเล็กๆมีขนาดตั้งแต่ 2 ถึง 13 มม. สีขาวคล้ายด้ายที่อาศัยอยู่ในลำไส้และจะคลานออกมาจากทวารหนักในเวลากลางคืนเพื่อวางไข่ เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการคันที่ทวาร ไข่พยาธิเข็มหมุดสามารถมีชีวิตอยู่ภายนอกได้นานถึง 2-3 สัปดาห์และมองไม่เห็นด้วยตาเปล่าค่ะ สาเหตุของพยาธิเข็มหมุดในเด็กที่พบบ่อยที่สุด เมื่อเด็กสัมผัสกับพยาธิเข็มหมุดหรือไข่ของของพยาธิที่ปนเปื้อนกับสิ่งของเครื่องใช้ เช่น เสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว ผ้าห่ม อาหาร รวมถึงการนำมือที่ปนเปื้อนเชื้อเข้าปาก โดยเฉพาะเด็กที่มีพฤติกรรมการดูดนิ้วหรือกัดเล็บ การหยิบจับอาหารเข้าปากโดยไม่ล้างมือ ซึ่งไข่พยาธิเข็มหมุดสามารถมีชีวิตอยู่ภายนอกได้นานถึง 2-3 สัปดาห์ และฟักตัวเป็นพยาธิเมื่อเข้าสู่ร่างกาย และจะมีชีวิตอยู่ภายในกระเพาะอาหารได้นาน 5-6 สัปดาห์ก่อนตาย และเมื่อพยาธิตัวเมียโตเต็มที่จะออกมาวางไข่ที่บริเวณรอบรูทวารหนักในเวลากลางคืนค่ะ อาการพยาธิเข็มหมุดในเด็ก อาการการติเชื้อพยาธิเข็มหมุดในเด็กมักไม่ก่อให้เกิดอาการใดๆ อย่างไรก็ตามการติดเชื้อพยาธิเข็มหมุดคุณพ่อคุรแม่อาจระวังอาการทั่วไปที่พบในเด็กได้ เช่น มีอาการคันและรู้สึกไม่สบายบริเวณทวารหนักเป็นประจำโดยเฉพาะตอนกลางคืน ผื่นหรือระคายเคืองผิวหนังบริเวณทวารหนัก ซึ่งในเด็กบางคนอาจพบอาการปวดท้องแบบไม่รุนแรงค่ะ หากเด็กเกาบริเวณที่ติดเชื้ออย่างแรง ทำให้เกิดการระคายเคืองอาจนำไปสู่การติดเชื้อแบคทีเรียอื่นๆได้ค่ะ การรักษาพยาธิเข็มหมุดในเด็ก การรักษาพยาธิเข็มหมุดจะได้รับในรูปแบบของยาที่ใช้สำหรับสำหรับทานเข้าไป รวมกับการดูแบเอาใจใส่เรื่องความสะอาดและสุขอนามัยส่วนบุคคล เช่น การล้างมือด้วยน้ำสบู่ก่อนและหลังการรับประทานอาหารหรือหลังจากเข้าห้องน้ำทุกครั้ง ตัดเล็บให้สั้นเพื่อป้องกันการสะสมของไข่พยาธิปละเชื้อแบคทีเรียต่างๆ เป็นต้น การป้องกันพยาธิเข็มหมุดในเด็ก กุญแจสำคัญในการป้องกันการติดเชื้อพยาธิเข็มหมุดนั้น ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติด้านสุขอนามัยที่ดี ได้แก่ อาบน้ำลูกทุกเช้าเพื่อล้างไข่ที่ตกค้างบนผิวหนัง ตัดเล็บให้สั้นและรักษาความสะอาดของเล็บอยู่เสมอ เพื่อลดการสะสมของไข่พยาธิที่ติดอยู่บนเล็บ เปลี่ยนชุดชั้นในเด็กทุกวัน ไม่ควรใส่ซ้ำ ลดการแพร่กระจากของเชื้อ สอนให้ลูกของคุณฝึกฝนการล้างมือเป็นประจำ โดยเฉพาะก่อนรับประทานอาหารและหลังจากเข้าห้องน้ำทุกครั้ง เปิดหน้าต่างเพื่อให้แสงแดดส่องเข้ามาภายในห้อง เนื่องจากไข่ของพยาธิเข็มหมุดไวต่อแสงไม่สามารถทนต่อแสงแดดได้ ...

วิธีจัดการกับหูดในเด็ก

หูดเป็นโรคผิวหนังชนิดหนึ่งที่พบได้ในเด็กค่ะ มีลักษณะเป็นตุ่นนูนเล็กๆพบบ่อยในมือและเท้าของเด็ก ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อ Human Papillomavirus (HPV) โดยสามารถรับไวรัสนี้ได้ทุกที่หากสัมผัสหรือใช้สิ่งของที่มีการปนเปื้อนของเชื้อ แต่ไม่จำเป็นว่าเด็กทุกคนที่สัมผัสกับผู้ติดเชื้อแล้วเด็กจะได้รับหูดมาด้วยค่ะ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระดับภูมิคุ้มกันของเด็กเองหากเด็กมีระดับภูมิคุ้มกันที่ต่ำเขาก็มีโอกาสติดเชื้อมากขึ้นค่ะ ถึงแม้ว่าหูดจะเป็นโรคติดต่อ แต่ไม่เป็นอันตรายแต่ก็สร้างความรำคาญใจให้กับคุณพ่อคุณแม่ เมื่อพบเห็นสิ่งเหล่านี้บนตัวของลูกน้อย วันนี้เรามีเคล็ดดีๆในการกำจัดหูดในเด็กมาฝากค่ะ สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดหูดในเด็ก ได้แก่ ภูมิคุ้มกันต่ำซึ่งทำให้ลูกของคุณไวต่อการติดเชื้อได้ง่าย บาดแผลหรือรอยขีดข่วน พฤติกรรมการกัดเล็บเนื่องจากเล็บมักเป็นที่สะสมของเชื้อโรคต่างๆ นอกจากนี้ถ้าเด็กเล่นด้วยเท้าเปล่าในสวนสาธารณะและสถานที่สาธารณะโอกาสที่จะเกิดหูดที่ฝ่าเท้าสูงเช่นกันค่ะ เคล็ดลับจัดการหูดในเด็ก สามารถทำเองได้ที่บ้าน กระเทียม ซึ่งเป็นยารักษาที่มีประสิทธิภาพมากสำหรับหูด เนื่องจากมีฤทธิ์กัดกร่อนค่ะโดยการทากระเทียมบดบนหูดเป็นเวลา 2 สัปดาห์แผลพุพองจะแห้งและหลุดออกเอง แอปเปิ้ลไซเดอร์ ซึ่งเป็นน้ำส้มสายชูหมักที่มีสภาพเป็นกรดตามธรรมชาติและมีประสิทธิภาพในการกำจัดหูด โดยการนำชุบสำลีทาบนหูดหรือติดสำลีนั้นบนหูดทิ้งไว้ 3 ชั่วโมงแล้วล้างออก วิตามินซี นำวิตามินซีที่มีจำหน่ายในร้านค้ามาบดผสมกับน้ำ ทาบนหูดทิ้งไว้ 2-3 ชั่วโมง ซึ่งอาจรู้สึกแสบร้อนเล็กน้อยค่ะ เบกกิ้งโซดาเป็นสารประกอบอีกชนิดหนึ่งที่มีสภาพเป็นกรดและช่วยรักษาหูดได้ค่ะ โดยการนำเบกกิ้งโซดาผสมน้ำส้มสายชูแล้วทาบนหูดวันละ 2 ครั้ง แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด ว่านหางจระเข้ ซึ่งมีคุณสมบัติในการต้านการอักเสบ นำเจลในว่านหางจระเข้ทาบนหูดวิธีนี้ให้ทำทุกวัน 2-3 สัปดาห์จนกระทั่งหูดหายไป เปลือกกล้วย ขูดบริเวณเนื้อเยื่อด้านในของปลอกกล้วยแล้วนำมาทาที่หูดทิ้งไว้ค้างคืน ให้ทำทุกวัน 2-3 สัปดาห์จนกระทั่งหูดหายไป ใบกระเพรา เป็นที่รู้กันดีว่ามีสรรพคุณทางยามากมาย คุณสมบัติต้านไวรัสฆ่าไวรัสในหูดได้  บดใบโหระพาด้วยน้ำแล้วนำไปวางบนหูดอาจใช้พลาสเตอร์ปิดไว้...

เหงื่อออกมากในเด็ก

ลูกของคุณเหงื่อออกมากเกินไปหรือหรือเปล่า ซึ่งในบางครั้งอาการเหงื่อออกมากๆอาจจะเป็นอาการของปัญหาสุขภาพพื้นฐานค่ะ เหงื่อออกมากเกินไปในเด็กก่อนวัยเรียนและวัยรุ่นเป็นเรื่องปกติ เด็กในช่วงวัยนี้มักจะมีเหงื่อที่ฝ่ามือ หลัง รักแร้ หรือเหงื่อออกที่ใบหน้ามากเกินไป แต่ในทางตรงกันข้ามการมีเหงื่อออกมากๆในเด็กเล็กนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนักและบางครั้งก็อาจเป็นอาการของโรคได้ค่ะ เหงื่อออกเป็นกลไกของร่างกายในการควบคุมอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นของร่างกาย ความร้อนภายในร่างกายจะถูกปลดปล่อยออกจากร่างกายด้วยการขับเหงื่อออกมา หรือเหงื่อออกที่ฝ่ามืออาจเกิดขึ้นได้เมื่อบุคคลนั้นรู้สึกประหม่าหรือตื่นเต้น เป็นต้น ซึ่งอารมณ์หรือสุขภาพที่ซับซ้อนสามารถกระตุ้นต่อมเหงื่อตลอดเวลา และอาการเหงื่อออกมากเกินไปในเด็กขึ้นอยู่กับปัจจัยต่อไปนี้ เสื้อผ้าหรือสภาพแวดล้อม เสื้อผ้าที่อบอุ่นในช่วงอากาศร้อนอาจทำให้เหงื่อออกมากเกินไปได้ค่ะ การติดเชื้อ อาการของการเจ็บป่วย อาจทำให้เหงื่อออกมากเกินไป เช่น วัณโรค เป็นต้น ไทรอยด์เป็นพิษ เหงื่อออกมากเป็นสัญญาณความไม่สมดุลของฮอร์โมนไทรอยด์นี้จะมาพร้อมกับอาการอื่นๆ เช่น ลดน้ำหนัก คลื่นไส้ หรือท้องเสีย โรคเบาหวาน หากลูกของคุณมีเหงื่อออกมาก และเหงื่อมีกลิ่นเหมือนอะซิโตนหรือน้ำยาล้างเล็บที่รู้จักกันดี ผลข้างเคียงจากยาบางชนิด โรคหัวใจและหลอดเลือด ทารกที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวมักมีอาการอื่น นอกเหนือจากการมีเหงื่อออกมาก ไอบ่อย อ่อนเพลีย หัวใจเต้นเร็ว ขณะกินอาหารหายใจเร็ว อาการเหงื่อออกมากเกินไปในเด็กเล็ก อาจสังเกตได้จากมีเหงื่อออกที่ใบหน้าของลูก หรือมีเหงื่อซึมผ่านเสื้อผ้า ในขณะที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่สะดวกสบาย หากมีเหงื่อออกมากเกินไป อาการบางอย่างก็จะตามมาด้วย ได้แก่ ภาวะเหงื่อออกที่มองเห็นได้และความเปียกชื้น ลูกของคุณอาจมีเหงื่อออกมากเกินไปที่ฝ่ามือ แผ่นหลัง รักแร้ ฯลฯ การติดเชื้อที่ผิวหนัง เหงื่อออกมากเกินไปบางครั้งสามารถเพิ่มความเสี่ยงของการติดเชื้อที่ผิวหนังได้ค่ะ การรักษาเหงื่อออกมากในเด็ก  การรักษาภาวะเหงื่อออกมากนั้นขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการขับเหงื่อที่ลูกของคุณ เช่น...

ไข้มาลาเรียในเด็ก

โรคไข้มาลาเรีย โรคร้ายแรงที่ส่งผลกระทบต่อเด็กและผู้ใหญ่ พบว่าเป็นสาเหตุการตายอันดับต้นๆของเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี มาลาเรียมียุงก้นปล่องเป็นพาหะนำโรค การติดเชื้อนี้ทำให้เกิดไข้หนาวสั่นและมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ในเด็กเล็ก โรคมาลาเรียสามารถรักษาได้ค่ะ แต่จะต้องได้รับการรักษาโดยเร็ว เพราะถ้าหากติดเชื้อรุนแรงอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนและอาจทำให้เสียชีวิตได้ค่ะ มาลาเรีย (Malaria) เป็นโรคมที่มียุงก้นปล่องเพศเมียเป็นพาหะ แพร่กระจายในเด็กเล็กและผู้ใหญ่ผ่านการกัดของยุงตัวเมียที่ติดเชื้อปรสิตที่เกิดจากเชื้อ พลาสโมเดียม (Plasmodium) ซึ่งทำลายระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายและส่งผลกระทบต่อเด็กรุนแรง เชื้อพลาสโมเดียมที่ทำให้เกิดโรคในคนมี 5 ชนิด ได้แก่ พลาสโมเดียมฟัลซิพารัม (P. falciparum) เป็นเชื้อที่พบได้บ่อยที่สุดในประเทศไทย พลาสโมเดียมไวแว็กซ์ (P. vivax) เป็นเชื้อที่พบในเอเชียและละตินอเมริกา พลาสโมเดียมโอวาเล่ (P.ovale) พบในหมู่เกาะแปซิฟิกและแอฟริกาตะวันตก พลาสโมเดียมมาลาเรีย (P. malariae) เชื้อชนิดนี้ค่อนข้างหายากและเป็นเชื้อที่ทำให้เกิดการติดเชื้อเรื้อรัง พลาสโมเดียมโนว์ไซ Z(P. Knowlesi)X พบในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การติดเชื้อชนิดนี้ส่งผลกระทบรุนแรงและรวดเร็ว นอกเหนือจากการถูกยุงกัด สาเหตุอื่นของมาลาเรียยังรวมถึงการถ่ายเลือดหรือการใช้เข็มร่วมกัน และคุณแม่ตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อมาลาเรียอาจแพร่เชื้อไปสู่ลูกในครรภ์ก่อนหรือระหว่างการคลอด เรียกว่า มาลาเรียที่มีมาแต่กำเนิด มาลาเรียมีระยะฟักตัวระหว่าง 10 วันถึง 4 สัปดาห์หลังจากการติดเชื้อค่ะ อาการของโรคมาลาเรียในเด็ก ทารกที่ได้รับผลกระทบจากมาลาเรีย อาจมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน เช่น ไม่ไข้ ไอ เบื่ออาหาร...

การดูแลสายสะดือทารกแรกเกิด

การดูแลสายสะดือของทารกหลังคลอดนั้นง่ายกว่าที่คิดและนี่คือสิ่งที่คุณแม่ต้องรู้ค่ะ วันนี้เราจะมาแชร์ข้อมูลดีๆเกี่ยวกับการดูแลสายสะดือของทารกค่ะ สายสะดือทำหน้าที่เป็นเส้นทางสำหรับสารอาหารแก่ทารกที่กำลังเจริญเติบโตภายในร่างกายของแม่ ในขณะที่ปลายอีกด้านเชื่อมต่อกับรกบนผนังด้านในของมดลูกที่ให้ออกซิเจน และการบำรุงที่จำเป็นแก่ทารกค่ะ ซึ่งสายสะดือจะเกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ 7 ของการตั้งครรภ์ การ ให้สารอาหารที่จำเป็นทั้งหมดแก่ทารกในครรภ์ระหว่างการเจริญเติบโต สายสะดือส่วนใหญ่ประกอบด้วย หลอดเลือดดำเพื่อลำเลียงออกซิเจน และเลือดจากรกของแม่ไปยังทารก เส้นเลือดแดงเพื่อส่งเลือดที่ไม่มีออกซิเจนและของเหลวอื่นๆจากทารกไปยังรกค่ะ เมื่อทารกคลอดออกมาจากครรภ์ของแม่สายนี้จะถูกดึงออกมาด้วย ซึ่งแพทย์จะทำการตัดออกโดยที่ปลายด้านหนึ่งถูกหนีบใกล้กับร่างกายของทารก และติดอยู่กับทารกเป็นเวลา 7 – 21 วัน ลักษณะของสายสะดือนั้นมีสีเขียวอมเหลืองเมื่อแรกเกิด และจะเปลี่ยนเป็นสีดำในช่วงระยะเวลาหนึ่งก่อนที่มันจะผ่านกระบวนการทำให้แห้งตามธรรมชาติและหลุดออกไปในที่สุดค่ะ ซึ่งต้องได้รับการดูแลและใส่ใจเพื่อป้องกันการระคายเคืองและการติดเชื้อ เคล็ดลับสำหรับการดูแลสายสะดือทารกแรกเกิด ความสะอาดและแห้งเป็นสิ่งสำคัญมากค่ะ สายสะดืออาจดูไม่สะอาดและเหนียวในบางครั้ง แต่นั่นคือสัญญาณแสดงถึงความจำเป็นต้องทำความสะอาด คุณแม่สามารถเช็ดทำความสะอาดด้วยน้ำอุ่นหมาดๆ และซับด้วยผ้าแห้งอ่อนนุ่มให้แห้งค่ะ อย่าใช้แอลกอฮอล์หรือสบู่นะคะ เพราะอาจทำให้เกิดการระคายเคืองได้เนื่องจากผิวบริเวณนั้นมีความบอบบางมากค่ะ การอาบน้ำให้ลูกน้อย เลือกใช้ฟองน้ำอาบน้ำแทนการแช่น้ำเป็นเวลานานๆค่ะ หลีกเลี่ยงการปกคลุมด้วยผ้าอ้อมหรือเสื้อผ้าที่รัดแน่นจนเกินไป เนื่องจากผ้าอ้อมเด็กอาจกดทับที่สายสะดื้อของทารก และอาจทำให้เกิดการอับชื้นได้ค่ะ ไม่ควรดึงหรือแคะสายสะดื้อ ควรให้หลุดเองไปตามธรรมชาติซึ่งอาจทำให้เป็นแผลและเลือดออกได้ เสี่ยงต่อการติดเชื้อค่ะ สัญญาณของการติดเชื้อสายสะดือ การติดเชื้อสายสะดือ พบไม่บ่อยนักในเด็กแรกเกิด แต่ก็มีความสำคัญอย่างยิ่งที่คุณแม่จะต้องคอยเฝ้าดูบริเวณสะดือ และตรวจสอบให้แน่ใจว่าไม่มีการติดเชื้อเกิดขึ้น ซึ่งคุณแม่สามารถสังเกตอาการผิปกติได้ดังนี้ ฐานของสายสะดือเปลี่ยนเป็นสีแดงหรือบวม ท้องของทารกบวม สายสะดือมีหนองหรือมีกลิ่นเหม็นออกมา มีไข้สูง ง่วงซึม เบื่ออาหาร ไม่สบายตัว ร้องไห้กวน การรักษาสายสะดือติดเชื้อ แพทย์อาจสั่งยาปฏิชีวนะเพื่อกำจัดเชื้อ และหากพบว่าลูกมีอาการผิดปกติเพิ่มขึ้น มีเลือดออกที่สะดือควรรับพบแพทย์ทันทีค่ะ สายสะดือมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาของทารกในครรภ์ และต้องการการดูแลอย่างเพียงพอเมื่อทารกเกิดค่ะ...