เลือดกำเดาไหลในเด็ก

สวัสดีค่ะ คุณพ่อคุณแม่ลูกน้อยวัยซนหลายๆบ้านอาจจะเคยเกิดเหตุการณ์ลูกน้อยเลือดกำเดาไหลมาบ้างแล้ว แต่สำหรับบ้างบ้านที่ยังไม่เคยเจอกับเหตุการณ์นี้ วันนี้เรามีข้อมูลดีๆ รวมถึงวิธีการดูแลรักษาเมื่อลูกน้อยเลือดกำเดาไหลมาฝากค่ะ เลือดกำเดาไหลเป็นเรื่องที่พบบ่อยในเด็กอายุ 2 - 10 ปี เกิดจากเส้นเลือดฝอยในโพรงจมูกแตกหรือฉีกขาดโดยอาจมีเลือดไหลออกมาจากโพรงจมูกเพียงข้างเดียวหรือทั้งสองข้างก็ได้ และมักมีอาการเลือดออกที่ไม่รุนแรงและจะหยุดไปได้เองจากการปฐมพยาบาลด้วยตัวเองที่บ้านค่ะ ภาวะเลือดกำเดาไหลแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ เลือดกำเดาไหลจากโพรงจมูกส่วนหน้า คือเลือดไหลออกมาจากเส้นเลือดฝอยเนื่องจากเป็นจุดที่มีหลอดเลือดฝอยมารวมกันอยู่มาก พบได้ทั่วไปไม่เป็นอันตรายและเลือดจะหยุดไหลได้เองเมื่อผ่านไป 10-15 นาที และเลือดกำเดาไหลจากโพรงจมูกส่วนหลัง เกิดจากเส้นฝอยที่มาจากส่วนที่ลึกที่สุดของจมูกทำให้เลือดไหลออกมาทางจมูกและเข้าไปในคอเลือดหยุดไหลช้า เลือดกำเดาไหลในเด็กประเภทนี้พบได้ในเฉพาะกรณีศีรษะถูกกระทบกระเทือน สาเหตุของกำเดาไหลในเด็ก อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุด้วยกันได้แก่ โรคภูมิแพ้ ซึ่งได้รับสิ่งกระตุ้นอาการแพ้และอาจทำให้เกิดการระคายเคือง ทำให้ด้านในของจมูกบวมทำให้เส้นเลือดฝอยแตก ได้รับบาดเจ็บจนจมูกกระทบกระเทือน เช่น วิ่งชนสิ่งของ ลูกบอลกระแทกหน้า เป็นต้น การบาดเจ็บที่เกิดจากการกระทำ เช่น การแคะจมูก หรือใช้ของแข็งแหย่รูจมูก ฯลฯ อาจทำให้เลือดกำเดาไหลได้ การติดเชื้อแบคทีเรียสามารถทำให้ผิวหนังภายในจมูกสีแดงและเจ็บนำไปสู่การมีเลือดออก อากาศเย็นและแห้ง ทำให้เยื่อบุจมูกระคายเคืองและทำให้เกิดการขาดน้ำ เด็กที่เจ็บป่วยเรื้อรังและผู้ที่ต้องการออกซิเจนหรือยาบางชนิด อาจมีเลือดกำเดาไหลเนื่องจากเยื่อบุจมูกได้รับผลกระทบ ฯลฯ การปฐมพยาบาลเมื่อเลือดกำเดาไหล สามารถทำได้ดังนี้ จับลูกนั่งหลังตรง เอนตัวพร้อมก้มหน้าลงเล็กน้อย ใช้นิ้วโป้งและนิ้วชี้บีบจมูกค้างไว้ 5 - 10 นาที เพื่อห้ามเลือดที่ไหลจากด้านหน้าโพรงจมูก หากเลือดออกไม่หยุดใน...

ปัญหาการหายใจในทารกแรกเกิด

ปัญหาการหายใจในทารกพบได้บ่อยเนื่องจากระบบการทำงานของร่างกายการพัฒนายังไม่สมบูรณ์ ส่งผลให้มีโอกาสเจ็บป่วยได้ง่ายระบบทางเดินหายให้อาจมีปัญหาได้ค่ะ ถึงแม้ว่าเด็กที่คลอดก่อนกำหนดเป็นสาเหตุหลักของความผิดปกติของการหายใจ แต่ยังมีสาเหตุอื่นๆของปัญหาการหายใจในทารกแรกเกิด ได้แก่ โรคทางเดินหายใจ ทารกคลอดก่อนกำหนดมีความเสี่ยงสูงต่อการเจ็บป่วยทางเดินหายใจตั้งแต่แรกเกิด โรคทางเดินหายใจ ได้แก่ โรคปอดเรื้อรัง การติดเชื้อในอวัยวะระบบทางเดินหายใจ ฯลฯ ภาวะหายใจเร็ว เกิดจากความผิดปกติของปอดส่งผลให้ทารกหายใจอย่างรวดเร็วเป็นระยะสั้นๆทันทีหลังคลอด นอกจากนี้ยังทำให้เกิดการหดตัวของหน้าอกขณะหายใจเข้าและหายใจออก ภาวะขาดอากาศหายใจ เป็นภาวะที่ร่างกายขาดออกซิเจนเกิดขึ้นเมื่อทารกหายใจลำบากในเวลาคลอดหรือหลังคลอดทันที โรคปอดบวม เป็นการติดเชื้อที่เกิดจากไวรัสหรือแบคทีเรียที่เข้าสู่ปอดและทำให้เกิดการอักเสบในทางเดินหายใจ สัญญาณและอาการความผิดปกติของการหายใจในเด็กทารกจะปรากฏทันทีหลังคลอด รวมถึงอาการเหล่านี้ เสียงไอหรือเสียงแหบแห้งขณะหายใจ ซึ่งหมายถึงการติดเชื้อในหลอดลม การอุดตันของกล่องเสียง เกิดจากการก่อตัวของเมือกลึกลงไปในจมูกและหลอดลม หายใจดังเสียงวี๊ดหรือเสียงฮื้ด ถ้าลูกน้อยหายใจไม่สะดวกด้วยการหายใจดังเสียงวี๊ดและเสียงฮื้ดขณะหายใจออก อาจเป็นโรคหอบหืดได้ค่ะ หายใจเร็วในทารกแรกเกิด อาจเป็นสัญญาณของโรคปอดบวมหรือโรคปอดอักเสบซึ่งเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ส่งผลให้หายใจเร็วต่อเนื่องไอเล็กน้อยและเสียงแตก การหายใจตื้นๆด้วยการหดตัว เช่น การยุบตัวของช่วงอกในขณะที่หายใจเข้าและหายใจออก ผิวหนังมีสีฟ้าเขียวบริเวณจมูก หน้าผาก คอหรือปาก หากทารกมีการเปลี่ยนสีผิวหรือบริเวณดังกล่าวอาจแสดงได้ว่าลูกของคุณอาจไม่ได้รับออกซิเจนที่เพียงพอ รูจมูกที่บานขณะสูดออกซิเจนแสดงให้เห็นว่า ทารกพยายามสูดลมหายใจเข้าแม้ว่าจะไม่ได้เกิดจากโรคร้ายแรงใดๆ แต่ก็ควรปรึกษาแพทย์ ปัญหาการหายใจทั่วไปที่พบบ่อยในทารก ได้แก่ การคัดจมูก ปัญหาการหายใจที่พบบ่อยที่สุดอย่างหนึ่งในเด็กทารกแต่ไม่ใช่สาเหตุที่ร้ายแรง สามารถรักษาด้วยการดูดน้ำมูกออกค่ะ เสียงแหลม ซึ่งถือว่าไม่เป็นอันตรายค่ะเกิดจากเนื้อเยื่อส่วนเกินบริเวณกล่องเสียงของเด็กทารกและอาการนี้จะหายไปเมื่อโตขึ้น หายใจด้วยเสียงหวีด ที่เกิดจากเสียงผิวปากเมื่อจมูกเล็กๆมีการอุดตันเนื่องจากมูกหรือน้ำนมแห้ง ทำให้ทางเดินหายใจของลูกน้อยมีขนาดเล็กลงจึงทำให้หายใจลำบาก เด็กหายใจเร็วหรือหอบ มักเกิดขึ้นตามปกติหากไม่มีอาการอื่นๆร่วมด้วยที่บ่งชี้ถึงความเจ็บป่วยก็ไม่มีอะไรต้องกังวลค่ะ อึดอัดแน่นหน้าอก เนื่องจากการย่อยนมหรือสำรอกที่ไม่เหมาะสม ดังนั้นการอุ้มให้ลูกน้อยเรอทุกครั้งหลังจากกินนมจะช่วยให้รู้สึกสบายท้องค่ะ การดูแลและรักษาปัญหาการหายใจของทารก...

15 ปัญหาสุขภาพของทารกที่พบบ่อย

สุขภาพของลูกน้อยเป็นสิ่งสำคัญค่ะเพราะเราเชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่ทุกคนล้วนต้องการให้ลูกน้อยคลอดออกมามีสุขภาพและร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ แต่ทารกแรกเกิดนั้นมีความเสี่ยงการเจ็บป่วยหรือการติดเชื้อต่างๆได้ง่าย เนื่องจากการเจริญเติบโตของร่างกาย ระบบภูมิคุ้มกันต่อโรคต่างๆนั้นยังไม่สมบูรณ์เมื่อเทียบกับช่วงวัยอื่นๆ แม้การเจ็บป่วยเล็กน้อยก็สามารถนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรงได้ และนี้คือเหตุผลที่เป็นสิ่งสำคัญที่จะเข้าใจพร้อมรับมือกับอาการต่างๆที่เกิดขึ้นกับทารกค่ะ ดังนั้นวันนี้เรารวบรวมปัญหาสุขภาพที่พบบ่อยในทารกแรกเกิดมาฝากดังต่อไปนี้ การบาดเจ็บจากการคลอด การบาดเจ็บจากการคลอดเกิดขึ้นในกรณีที่การคลอดลำบากอาจทำให้คุณเกิดการบาดเจ็บจากการคลอดได้ ทารกส่วนใหญ่บาดเจ็บไม่รุนแรงและฟื้นตัวอย่างรวดเร็วจากการบาดเจ็บค่ะ โรคดีซ่าน โรคดีซ่านเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในทารกหลายคนเกิดมาพร้อมกับอาการตัวเหลืองในทารกแรกเกิด ทารกหลายคนมีระดับบิลิรูบินสูงเมื่อแรกเกิดเนื่องจากตับยังทำงานได้ไม่สมบูรณ์ โรคดีซ่านในทารกแรกเกิดจะหายไปตามเวลา แต่ก็สามารถทำให้เกิดปัญหาร้ายแรงได้เช่นกันค่ะ โดยแพทย์จะทำการประเมินและรักษาทารกต่อไปค่ะ ภาวะตัวเขียวม่วง ภาวะตัวเขียวม่วงโดยปกติเด็กแรกเกิดจะมีมือและเท้าสีเขียวม่วง ในบางกรณีสามารถเกิดอาการบวมรอบปากและลิ้นในขณะที่ร้องไห้ ซึ่งจะจางหายไปเมื่อการไหลเวียนโลหิตดีขึ้น แต่ถ้าไม่ยอมจางหายไปต้องรีบพบกุมารแพทย์ทันทีค่ะ โรคโลหิตจาง โรคโลหิตจางคือการขาดฮีโมโกลบินบ่งบอกระดับของออกซิเจนในเลือด ซึ่งโรคโลหิตจางที่ไม่ได้รับการรักษาอาจร้ายแรงและเสียชีวิตได้ค่ะ โคลิค อาการโคลิคเกิดเมื่อลูกน้อยของคุณร้องไห้โดยไม่หยุดพัก ซึ่งส่วนใหญ่เกิดการอาการจุกเสียดไม่สบายท้องเพราะโดยปกติทารกเมื่อรู้สึกไม่สบายจะแสดงออกด้วยการร้องไห้ อาการโคลิคมักหายไปเมื่อทารกอายุ 3 เดือน ปัญหาระบบทางเดินหายใจ โดยปกติการหายใจของเด็กทารกจะใช้เวลา 2 - 3 ชั่วโมงกว่าที่ทารกแรกเกิดจะหัดหายใจได้ตามปกติ ซึ่งหากมีปัญหาการหายใจจากการอุดตันของจมูกแพทย์จะทำการตรวจสอบและรักษาที่ถูกต้องต่อไปค่ะ โรคหวัด การติดเชื้อไวรัสอย่างหวัดนั้นเป็นเรื่องธรรมดาในเด็กๆและไม่เป็นอันตรายสามารถรักษาให้หายได้ แต่สำหรับเด็กทารกโรคหวัดที่ง่ายสามารถเปลี่ยนเป็นโรคปอดบวมและโรคร้ายแรงอื่นๆได้ค่ะ ควรพบแพทย์และปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัดค่ะ ไข้ ไข้เป็นตัวบ่งชี้ว่าร่างกายกำลังต่อสู้กับการติดเชื้อ หากทารกมีไข้สูงควรได้รับการรักษาทันทีเพราะสามารถนำไปสู่อาการชักที่ร้ายแรงเป็นอันตรายและทำให้สมองเสียหายได้ ต้องรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาอย่างเร่งด่วนค่ะ อาเจียน การอาเจียนเป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยในทารก เป็นเรื่องปกติสำหรับทารกที่แหวะนมออกมาหลังจากดูดนม ดังนั้นหลังกินนมทุกครั้งควรให้ลูกน้อยเรอซึ่งช่วยให้ลูกน้อยรู้สึกสบายท้องลดการแหวะนมออกมา แต่ในกรณีที่ลูกอาเจียนหรือแหวะนมมากกว่า 5 ครั้งต่อวัน หรืออาเจียนมีสีเขียวควรพบแพทย์ทันทีเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำและปัญหาด้านสุขภาพอื่นๆ อาการไอ อาการไอเป็นเรื่องปกติที่เด็กเมื่อกินนมเพราะบางครั้งน้ำนมอาจไหลเร็วเกินไป หากมีอาการไออย่างต่อเนื่องและไม่ดูดนมอาจบ่งบอกถึงปัญหาของปอดหรือระบบย่อยอาหาร แต่ถ้ามีอาการไออย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในเวลากลางคืออาจเกิดจากปัญหาระบบทางเดินหายใจหรือโรคไอกรนในเด็กได้ ปัญหาผิว เนื่องจากทารกมีผิวหนังที่บอบบาง ดังนั้นจึงเป็นเรื่องปกติที่จะประสบปัญหาผิว เช่น ผื่นผ้าอ้อมซึ่งเป็นปัญหาผิวหนังที่พบบ่อยที่สุด ผิวหนังลอกเป็นขุย เป็นต้น การติดเชื้อที่หู การติดเชื้อที่หูเป็นโรคของทารกทั่วไป โดยมักจะแสดงอาการการดึงที่หูพร้อมกับการร้องไห้งอแงมากกว่าปกติ การติดเชื้อไวรัสสามารถรักษาให้หายได้ในเวลาไม่กี่วัน แต่การติดเชื้อแบคทีเรียสามารถนำไปสู่การสูญเสียการได้ยินและอาจต้องใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อรักษา ลิ้นฝ้าขาว ลิ้นฝ้าขาวเกิดจากการติดเชื้อราที่เกิดขึ้นในปากของเด็กทารก ทำให้ลูกน้อยงอแง ไม่ดูดนมเนื่องจากเชื้อราจับหนาที่ลิ้น น้ำหนักลด ฯลฯ อาการลิ้นฝ้าขาวต้องได้รับการรักษาและตรวจสอบกับแพทย์ว่ารุนแรงหรือไม่ค่ะ อาการท้องเสีย ท้องเสียเป็นปฏิกิริยาที่พบบ่อยจากการติดเชื้อในทารก ควรดูแลอย่างใกล้ชิดและสังเกตอย่างอื่นร่วมด้วยหรือไม่ เช่น มีไข้ ถ่ายเหลวบ่อยครั้งในหนึ่งวัน...

ลมพิษในเด็ก – สาเหตุอาการและการรักษา

ลมพิษ อาการแพ้ที่เกิดกับผิวหนังอย่างเฉียบพลันไม่ใช่โรคติดต่อสามารถเกิดได้ทุกเพศทุกวัย ลมพิษในเด็กมีอาการเช่นเดียวกับลมพิษที่เกิดในผู้ใหญ่ อาจเกิดขึ้นจากการแพ้อาหาร ยา ความผันผวนของอุณหภูมิสภาพสิ่งแวดล้อม เป็นต้น และอาการลมพิษในเด็กที่พบคือ ผื่นคัน นูน บวมแดง ซึ่งอาการคันอาจจะทำให้เด็กทนไม่ได้และทำให้เด็กร้องไห้งอแงค่ะ อาการทั่วไปที่เกิดขึ้นจะใช้เวลา 2-3 ชั่วโมงและหายได้เองเป็นปกติ แต่ในบางรายที่มีอาการแพ้อย่างรุนแรง อาจส่งผลให้หายใจลำบาก คลื่นไส้ หรือหมดสติได้ค่ะ บทความนี้รวบรวมข้อมูลสาเหตุ วิธีการรับมือลมพิษในเด็กมาฝากคุณพ่อแม่ค่ะ สาเหตุของลมพิษในเด็ก ลมพิษมักเป็นผลมาจากปฏิกิริยาการแพ้ที่เกิดกับผิวหนังอย่างเฉียบพลัน ซึ่งมีหลากหลายปัจจัยที่ทำให้เกิดการแพ้ได้ ดังนี้ อาหาร อาการลมพิษที่ตอบสนองต่อสิ่งที่ลูกน้อยกิน เช่น นมวัว ไข่ ถั่ว อาหารทะเล เป็นต้น พบบ่อยในเด็กเล็กเนื่องจากพัฒนาการระบบภูมิคุ้มกันของเด็กเล็กยังไม่แข็งแรงสมบูรณ์ เพื่อป้องกันสิ่งแปลกปลอมต่างๆได้ สารก่อภูมิแพ้ พบบ่อยในเด็กที่เป็นโรคภูมิแพ้ เช่น แพ้ยา แพ้ขนสัตว์เลี้ยง แพ้เกสรดอกไม้ เป็นต้น แมลงสัตว์กัดต่อย เช่น หากลูกของคุณแพ้ผึ้งหรือมดไฟเมื่อร่างกายตอบสนองต่อการถูกกัดต่อยหรือถูกกัด เด็กบางคนจะมีอาการแพ้ทันทีหรือเกิดการแพ้หลังจากถูกกัดหลายวัน อุณหภูมิ การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิอย่างฉับพลันจากการสัมผัสกับอากาศเย็นหรือน้ำ เช่น ขณะอาบน้ำหรือว่ายน้ำในน้ำเย็น ฯลฯ การรักษาอาการลมพิษในเด็กมีการใช้ยาหลายชนิด เช่น ยาแก้แพ้ คาลาไมน์แก้คัน เพื่อบรรเทาอาการคัน ฯลฯ...

ปัญหาผิวลอกของเด็กทารก

ปัญหาผิวลอกของเด็กทารกพบได้ทั่วไปค่ะ เมื่อร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงการเจริญเติบโตขึ้น เพราะเมื่อคลอดออกมาถุงน้ำคร่ำไขมันที่ปกคลุมร่างกายของทารกแรกเกิดขณะอยู่ในท้องนั้นหลุดออกไปด้วย ผิวหนังชั้นนอกของทารกจะเริ่มแห้งและหลุดลอกออกในช่วง 1 - 2 สัปดาห์หลังคลอด และปริมาณการหลุดลอกของผิวหนังแตกต่างกันค่ะขึ้นอยู่กับปริมาณไขมันที่ปกคลุมผิวของทารกค่ะ ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นกับทารกทุกคนและสามารถจะหายได้เองค่ะ เคล็ดลับการดูแลผิวของลูกน้อย ลดปัญหาผิวแห้งหลุดลอก ได้แก่ การใช้มอยเจอร์ไรเซอร์ เพื่อให้ผิวชุ่มชื้นป้องกันการอักเสบหรือการระคายเคือง และควรเลือกใช้มอยเจอร์ไรเซอร์สูตรอ่อนโยนสำหรับเด็กไม่มีสารก่อให้เกิดอาการแพ้ค่ะ การรักษาความชุ่มชื้นในผิวหนังเวลาอาบน้ำสำหรับทารกควรสั้น ด้วยน้ำอุ่นและสบู่อ่อนๆ ไม่มีกลิ่นหรือน้ำหอม ใช้ผ้านุ่มเช็ดผิวเบาๆแทนการถู เพราะอาจทำให้ผิวระคายเคืองได้และการทำให้ลูกน้อยเปียกเป็นเวลานานนั้น ทำให้สูญเสียน้ำมันตามธรรมชาติที่มีอยู่ในผิวส่งผลผิวแห้งมากยิ่งขึ้นค่ะ เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ปลอดสารเคมี ไม่ว่าจะเป็นสบู่ โลชันหรือแม้แต่ผงซักฟอก ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กค่ะ การหลุดลอกของผิวหนังในทารกส่วนใหญ่เป็นเรื่องปกติและสามารถหายได้เอง อย่างไรก็ตามการลอกของผิวหนังบางประเภทสามารถบ่งบอกถึงโรคต่างๆที่ต้องได้รับการรักษาค่ะ ดังนี้ กลาก หรือกลากน้ำนมเป็นปัญหาผิวหนังที่พบบ่อยในทารกและมักพบบริเวณแก้ม แขนขา ข้อพับต่างๆ เป็นต้น เกิดจากการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันของร่างกายต่อสภาพแวดล้อม การเปื้อนน้ำนมตามใบหน้าโดยที่ไม่มีการการเช็ดทำความสะอาด หรือผิวหนังที่เปียกน้ำลายของทารกตลอดเวลา ผิวหนังสัมผัสสิ่งที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง เป็นต้น การรักษาอาการของกลากนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรปรึกษาแพทย์เพื่อขอคำแนะนำในการดูแลรักษาที่ถูกต้องค่ะ เนื่องจากผิวของทารกบอบบางไวต่อสารเคมีหรือเกิดการแพ้ได้ง่ายค่ะ ภาวะต่อมไขมันอักเสบในเด็กทารก(Cradle Cap) คือลักษณะผิวหนังที่ลอกออกเป็นแผ่นสีน้ำตาลออกเหลืองพบบริเวณศีรษะมากที่สุด โดยส่วนใหญ่หายได้เองภายใน 2-3 เดือนโดยไม่ต้องทำการรักษาใดๆค่ะ ซึ่งคุณแม่สามารถลดปริมาณหรือความหนาของสะเก็ดได้ ด้วยการใช้น้ำมันมะกอกนวดถูศีรษะของทารกเบาๆเพื่อคลายสะเก็ดให้ผิวหนังชุ่มชื้นสามารถหลุดออกได้ง่ายในระหว่างการอาบน้ำ และหลังจากอาบน้ำสระผมด้วยแชมพูสำหรับเด็กแล้วซับศีรษะของทารกให้แห้งแล้วใช้แปรงขนอ่อนแปรงเบาๆเพื่อคลายสะเก็ดผิว ข้อควรระวังคือคุณพ่อคุณแม่ห้ามแกะสะเก็ดที่ลอกมาเด็ดขาดเพราะอาจทำให้ทารกเลือดออกได้ค่ะ โรคผิวหนังแห้งแต่กำเนิด หรือโรคผิวหนังเกล็ดปลา เป็นสภาพผิวที่มักเกิดจากปัญหาทางพันธุกรรมและมักจะส่งผลให้ผิวหนังมีอาการคันและเป็นสะเก็ดจำนวนมากคล้ายเกล็ดปลา เกิดการรัดตึงของผิวหนังและความรุนแรงของโรคขึ้นอยู่ภาวะของการเกิดโรค ซึ่งในบางรายอาจมีการติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนัง...

ทารกจามบ่อยผิดปกติไหม?

เด็กๆจะทำอะไรก็ดูน่ารักไปหมดค่ะ แม้แต่เสียงจามหรือหน้าของลูกน้อยที่ดูตลก แต่สำหรับคุณพ่อคุณแม่อาจตามมาด้วยความกังวลต่างๆการจามบ่อยๆเกิดการความผิดปกติกับลูกน้อยหรือไม่ ดังนั้นวันนี้เรามาทำความเข้าใจเกี่ยวกับการจามของลูกน้อยแบบไหนที่ต้องระวังค่ะ ทารกแรกจามบ่อยถือเป็นเรื่องปกติเช่นเดียวกับช่วงวัยอื่นค่ะ พบได้บ่อยเช่นเดียวกับการผวาหรือสะอึกค่ะ การจามเกิดขึ้นเพื่อล้างฝุ่นละอองในทางจมูก หรือเพื่อขจัดความแออัดในระบบทางเดินหายใจ เนื่องจากอากาศที่เราหายใจนั้นเต็มไปด้วยฝุ่นละออง เชื้อโรคและสิ่งสกปรกอื่นๆ ร่างกายจึงทำความสะอาดระบบทางเดินหายใจด้วยการจาม ดังนั้นอาการจามหรือของลูกน้อยหากไม่มีไข้หรืออาการอื่นๆร่วมด้วยคุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องกังวลค่ะเพราะเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นได้กับเด็กๆค่ะ สาเหตุของการจามในทารก เด็กทารกส่วนใหญ่ลักษณะใจการหายใจนั้นคือการสูดอากาศสั้นๆอย่างรวดเร็ว จากนั้นหายใจช้าๆตามปกติเมื่อโตขึ้น และการจามเป็นอาการที่พบบ่อยในทารกแรกโดยสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดได้แก่ ล้างสิ่งสกปรกในจมูก เนื่องจากจมูกเด็กยังแคบทำให้ฝุ่นละอองหรือสิ่งแปลกปลอมเข้าภายในจมูกเกิดการระคายเคืองได้ง่าย ดังนั้นการจามเพื่อช่วยล้างฝุ่นละอองสิ่งสกปรกให้การหายใจได้สะดวก ทารกส่วนใหญ่มักประสบกับรูจมูกปิดกั้นชั่วคราว เช่น เวลาดูดนมแม่จึงทำให้ทารกจามเพื่อให้กลับมาหายใจได้สะดวก อากาศแห้งโดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวหรืออากาศเย็นจากห้องแอร์ อาจให้เมือกในจมูกเล็กๆของทารกแห้ง การเจ็บป่วย เพราะในบางครั้งการจอมของทารกอาจเป็นสัญญาณของโรคหวัดได้เช่นกันค่ะ โรคภูมิแพ้บางอย่าง ซึ่งเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ทารกมีอาการจามบ่อย คัดจมูกน้ำมูกไหล ทารกจามแบบไหนที่ต้องระวัง ถึงแม้ว่าอาการจามของทารกจะเป็นเรื่องปกติค่ะ แต่ถ้าคุณพ่อคุณแม่พบว่าทารกมีอาการอื่นๆร่วมด้วยกับการจามบ่อยๆควรพาลูกน้อยพบแพทย์ทันที เช่น มีไข้ น้ำมูกไหล ไอ ร่วมกับการจามตลอดเวลา หายใจเร็ว หรือหอบเหนื่อย หรือหายใจติดขัดลำบาก ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะหยุดหายใจได้ค่ะ ทารกไม่ดูดนมเบื่ออาหาร ซึม ไม่ร่าเริงแจ่มใส หรือในบางรายมีภาวะแพ้ง่าย เช่น แพ้อาการ เกสรดอกไม้ ฯลฯ ซึ่งอาจนำไปสู่ของโรคภูมิแพ้ได้ คุณพ่อคุณแม่ควรพาลูกน้อยพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แน่ชัดต่อไปค่ะ  ทารกแรกเกิดมักเต็มไปด้วยความลึกลับ การพัฒนาการของลูกน้อย เพียงแค่ใจเย็นๆและสนุกไปกับการเดินทางไปพร้อมกับเด็กๆ ซึ่งเปรียบเสมือนสิ่งแปลกใหม่และมีความสุขไขปริศนาของคุณพ่อคุณแม่ เพียงแค่ใจเย็นๆและสนุกไปกับการเดินทางของความเป็นพ่อแม่นี้ มีความสุขในการเลี้ยงดู

ลูกติดขวดนม สาเหตุของโรคฟันผุในเด็ก

สวัสดีค่ะ หากคุณพ่อหรือแม่คิดว่าฟันน้ำนมผุไม่เป็นอะไรหรือไม่น่าเป็นห่วงนั้นกำลังคิดผิดค่ะ เพราะปัญหาช่องปากของลุกน้อยนั้นเป็นสิ่งสำคัญค่ะ หากฟันน้ำนมผุจะทำให้เกิดพฤติกรรมการกินที่ไม่ดี ปัญหาการพูด ฟันคดเคี้ยวไม่สวย ซึ่งในระยะต่อมาอาจมีการติดเชื้อได้ค่ะ ดังนั้นวันนี้เราจะมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหาฟันน้ำนมผุในเด็กและวิธีป้องกันฟันผุค่ะ โรคฟันผุจากขวดนม เกิดจากเชื้อแบคทีเรียในปากเกิดกรดที่ทำลายฟัน เนื่องจากอาหารหรือของเหลว(น้ำหรือนม)ติดตามซอกฟันตลอดทั้งวันและถูกย่อยด้วยจุลินทรีย์ในช่องปากเปลี่ยนเป็นกรด ซึ่งกรดเหล่านี้สามารถทำลายส่วนนอกของฟันและแคลเซียมในฟันซึ่งนำไปสู่ปัญหาฟันผุในเด็กค่ะ มักพบในเด็กที่มีพฤติกรรมติดขวดนมโดยเฉพาะเด็กที่ดูดขวดนมในเวลากลางคืนขณะหลับค่ะ สัญญาณเริ่มแรกของฟันผุขวดนมในเด็ก คือมีจุดสีขาวบนเงือกซึ่งอาจจะสังเกตได้ค่อนข้างยากค่ะ และมีจุดสีน้ำตาลหรือสีดำบนฟัน กลิ่นปากและเหงือกบวมตามมาค่ะ คุณพ่อคุณแม่ควรดำเนินการอย่างจริงจังค่ะ เนื่องจากฟันมีความจำเป็นสำหรับการเคี้ยวยิ้มและพูดอย่างถูก และอาจส่งผลกระทบระยะยาวได้ ปัญหาฟันผุในระยะสั้นหากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษาอาจทำให้เกิดการติดเชื้อและปวดอย่างรุนแรงได้ค่ะ วิธีการรักษาฟันผุของลูกน้อย การรักษาฟันผุขวดนม เมื่อทันตแพทย์สังเกตเห็นอาการเริ่มต้นของปัญหาฟันผุในเด็กโดยขั้นตอนการรักษาดังนี้ ในระยะแรกเมื่อเห็นจุดสีขาว ทันตแพทย์จะใช้น้ำยาเคลือบฟลูออไรด์เพื่อทำให้ฟันทั้งหมดกลับมามีสภาพเดิมอีกครั้ง ซึ่งช่วยสร้างพื้นผิวเคลือบฟันและลดการเสื่อมสภาพค่ะ ซึ่งในการรักษาช่วงแรกควรลดน้ำหรืออาหารที่มีรสหวานหรือเป็นกรดเพื่อหยุดการลุกลามของฟันผุ กรณีที่ฟันผุรุนแรงจะได้รับการรักษาในลักษณะเดียวกับในผู้ใหญ่ คุณหมอจะต้องรักษาด้วยการอุดฟัน การรักษารากฟัน หรือการถอนฟันค่ะ เคล็ดลับในการหลีกเลี่ยงปัญหาฟันผุในเด็ก ได้แก่ ดูแลสุขภาพเหงือกและฟันของลูกน้อยตั้งแต่แรกเกิด ด้วยการเช็ดเหงือกด้วยผ้าสะอาด เมื่อฟันเริ่มขึ้นคุณแม่สามารถแปรงฟันลูกน้อยด้วยแปรงซิลิโคนหรือแปรงขนอ่อนและยาสีฟันฟลูออไรด์สำหรับเด็ก หลีกเลี่ยงการนอนหลับโดยใช้ขวดนมหรือทานอาหารก่อนเข้านอน หรือดูดน้ำตามเพื่อลดคราบน้ำนมที่ติดในช่องปากของลูกน้อย ก่อนนอนหรือหลังจากรับประทานอาหาร ขนม น้ำหวาน หรือนมในมื้อเย็น คุณแม่ควรใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำสะอาดพันนิ้ว เช็ดฟันและเหงือกให้ลูกน้อยทุกคืน หลีกเลี่ยงการใช้ขวดนม เมื่ออายุ 1 ปีขึ้นไป ฝึกลูกน้อยดื่มน้ำหรือนมจากแก้วแทนขวดนม รักษาสุขอนามัยช่องปาก แปรงฟันให้ลูกวันละสองครั้งเช้า-เย็น ด้วยยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ พบทันตแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพฟันของลูกน้อยทุก 6 เดือน...

วิธีรับมืออาการเมารถสำหรับเด็ก

สวัสดีค่ะ คุณพ่อคุณแม่หลายท่านที่ประสบปัญหาการเดินทางกับลูกน้อย เพราะในบางครั้งการเดินทางก็เต็มไปด้วยอุปสรรคต่างๆ เช่น ลูกไม่นั่งคาร์ซีท ร้องไห้งอแง เมารถ เป็นต้น ทำให้หมดสนุกกับการเดินทางค่ะ ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยและความสนุกสนานเพลิดเพลินกับการเดินทางของเด็กๆ วันนี้เรามาเตรียมพร้อมรับมืออาการเมารถของเด็กๆกันค่ะ อาการเมารถ คือความรู้สึกไม่สบายในท้องขณะเดินทางด้วยรถยนต์หรือเรือ เด็กๆที่ได้รับผลกระทบจะรู้สึกถึงความรู้สึกปั่นป่วนในช่องท้องทำให้เด็กรู้สึกคลื่นไส้และอึดอัดอย่างมาก ซึ่งเกิดจากระบบประสาทการทรงตัวทำงานได้ไม่สมดุลค่ะ และอาการเมารถในเด็กคุณพ่อคุณแม่สามารถสังเกตอาการเบื้องต้น เช่น ปวดศีรษะ เวียนหัว อาเจียน กระสับกระส่าย เป็นต้น ดังนั้นวันนี้เรามีวิธีรับมืออาการเมารถสำหรับเด็กมาฝากค่ะ เพื่อให้การเดินทางของลูกสบายและสนุกมากขึ้นค่ะ ก่อนเดินทาง 30 นาที ให้ลูกกินยาแก้เมารถสำหรับเด็ก ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ต้องปรึกษาแพทย์และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด และผลข้างเคียงจากการทานยาแก้เมารถคือการง่วงนอนซึ่งจะทำให้ลูกของคุณหลับในระว่างการเดินทางค่ะ การรับประทานอาหารก่อนเดินทาง ควรเป็นอาหารที่ย่อยง่ายไม่ควรทานอาหารที่มีน้ำมันและมีรสเผ็ด และไม่มากจนเกินไปค่ะ เพื่อให้ลูกรู้สึกสบายท้องระหว่างเดินทางค่ะ เตรียมสิ่งของจำเป็น เช่น ถุงพลาสติกเผื่อลูกอาเจียน สิ่งของที่ลูกติดเพื่อให้ลูกรู้สึกผ่อนคลาย เป็นต้น การนอนหลับ หากลูกของคุณนอนหลับในระหว่างการเดินทางซึ่งมีโอกาสน้อยที่ลูกของคุณจะมีอาการเมารถ ดังนั้นควรวางแผนการเดินทางเลือกในช่วงเวลาที่ลูกของคุณนอนหลับค่ะ ในกรณีที่ลูกรู้สึกคลื่นไส้ในระหว่างการเดินทางเพราะรู้สึกว่าอยู่ในกล่องอึดอัดและหายใจไม่ออก ควรเปิดหน้าต่างเปิดให้อากาศถ่ายเทเพื่อให้ลูกของคุณรู้สึกสดชื่นและสามารถหายใจได้สะดวกมากขึ้น หลีกเลี่ยงกลิ่นแรงๆ เช่น อาหารในรถ น้ำหอมรถ กลิ่นหนังเหม็นอับ ฯลฯ เนื่องจากกลิ่นแรงๆในรถนั้นส่วนใหญ่เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้รู้สึกเวียนหัวคลื่นไส้ค่ะ โฟกัสไปที่สภาพแวดล้อมนอกรถ ส่วนหนึ่งของอาการเมารถที่เกิดขึ้นเพราะสมองไม่สามารถปรับสมดุลการเคลื่อนไหวทั้งหมดที่เกิดขึ้นได้ ควรให้เด็กๆมองไปไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้แทนที่การมองสิ่งรอบข้างใกล้ตัวที่เคลื่อนไหวค่ะ ดังนั้นคุณควรหลีกเลี่ยงเกม...

ทอนซิลอักเสบในเด็ก

เมื่อลูกน้อยร้องไห้สิ่งที่ปฏิเสธได้เลยคือเสียงร้องของลูกมันทำลายหัวใจของพ่อแม่ และเป็นเรื่องยากที่จะเข้าใจสาเหตุของการร้องไห้ เพราะในบางครั้งอาจตามมาด้วยอาการอื่นๆร่วมด้วย เช่น ปัญหาการกลืนอาหาร ซึ่งอาจมีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารหรือต่อมทอนซิลอักเสบ เป็นต้น ดังนั้นวันนี้เราจะมาพูดคุยกันเรื่องทอนซิลอักเสบในเด็กและสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรทราบค่ะ ต่อมทอนซิล เปรียบเสมือนด่านแรกของร่างกายมีหน้าที่ในการกรองเชื้อโรคหรือแบคทีเรียไม่ให้เข้าสู่ร่างกายผ่านทางเดินอาหาร และยังมีหน้าที่สร้างภูมิคุ้มกันให้ระบบทางเดินอาหารและทางเดินหายใจค่ะ แต่ก็มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่ายเช่นกันค่ะโดยเฉพาะในเด็ก เนื่องจากระบบภูมิต้านทานของเด็กยังเจริญเติบโตเต็มที่ส่งผลให้เจ็บป่วยได้ง่าย และต่อมทอนซิลอักเสบพบได้บ่อยในเด็กค่ะ สาเหตุของต่อมทอนซิลอักเสบในเด็ก ต่อมทอนซิลอักเสบ ส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัสและเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งมีหลายปัจจัยที่สามารถนำไปสู่ต่อมทอนซิลอักเสบในเด็กได้ดังต่อไปนี้ โรคไข้หวัด ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัสและเป็นสาเหตุหลักของต่อมทอนซิลอักเสบในเด็ก ติดเชื้อแบคทีเรีย เบต้า-ฮีโมไลติกสเตรปโตค็อกคัสกลุ่มเอ ซึ่งเป็นกลุ่มแบคทีเรียที่พบบ่อยที่สุดของการติดเชื้อแบคทีเรียค่ะ พบได้บ่อยในเด็กอายุ 5-15 ปี เชื้อรา มักจะพบในผู้ป่วยที่มีภูมิต้านทานโรคต่ำ อาการของต่อมทอนซิลอักเสบในเด็ก อาการของต่อมทอนซิลอักเสบในเด็กนั้น มีอาการคล้ายคลึงกันมากกับที่พบในผู้ใหญ่ ได้แก่ มีไข้ซึ่งเป็นวิธีที่ร่างกายส่งสัญญาณว่ามีบางอย่างผิดปกติด้วยการเพิ่มอุณหภูมิของร่างกาย ปัญหาในการกลืน เนื่องจากต่อทอนซิลบวมทำให้ถูกับคอส่งผลให้มีอาการปวดอย่างรุนแรงค่ะ มีกลิ่นปาก เนื่องจากการติดเชื้อแบคทีเรียในลำคอทำให้เกิดกลิ่นเหม็นค่ะ น้ำลายไหลมากเกินไป ซึ่งเป็นวิธีที่ดีในการสังเกตต่อมทอนซิลอักเสบในเด็กที่ยังไม่สามารถบอกอาการที่เกิดขึ้นได้ และการกลืนอาหารลำบากทำให้มีการสะสมน้ำลายส่วนเกินในปากทำให้มีน้ำลายไหลมากเกินไปค่ะ ปวดหู สังเกตได้จากลูกน้อยชอบดึงหูร่วมกับการร้องไห้หรือไม่กลืนอาหาร คุณแม่สามารคตั้งข้อสังเกตได้เลยว่าลูกอาจต่อมทอนซิลอักเสบได้ค่ะ อาการบวมน้ำของต่อมน้ำเหลืองบริเวณรอบคอและใต้ขากรรไกรค่ะ ภาวะแทรกซ้อนของต่อมทอนซิลอักเสบในเด็ก ภาวะแทรกซ้อนที่อาจพบหากต่อมทอนซิลไม่ถูกรักษาหรือถูกละเลยนานเกินไป ได้แก่ หยุดหายใจขณะหลับ ต่อมทอนซิลอักเสบรุนแรงส่งผลให้เกิดการอุดตันระบบทางเดินหายใจได้ ฝีที่ทอนซิล เป็นฝีที่เกิดบริเวณต่อมทอนซิลในช่องปากและผนังด้านในลำคอ ไตอักเสบเฉียบพลัน เมื่อต่อมทอนซิลอักเสบเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เบต้า-ฮีโมไลติกสเตรปโตค็อกคัสกลุ่มเอ การรักษาต่อมทอนซิลอักเสบในเด็ก ต่อมทอนซิลอักเสบจากเชื้อไวรัสชนิดไม่รุนแรงสามารถหายได้เองเช่นเดียวกับโรคหวัดธรรมดาค่ะ หากมีไข้สามารถรับประทานยาพาราเซลตามอนเพื่อลดไข้ ควรพักผ่อนเพียงพอ ทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ ดื่มน้ำสะอาดมากๆค่ะ และในกรณีของต่อมทอนซิลอักเสบจากการติดเชื้อแบคทีเรียต้องใช้ยาปฏิชีวนะในการรักษา...

แพ้แป้งสาลีในเด็ก

อาการแพ้สิ่งต่างๆในเด็กพบได้ทั่วไป เช่น แพ้นมวัว แพ้ถั่ว แพ้แป้งสาลี เป็นต้น จากที่เคยกล่าวไปแล้วหลายบทความ และบทความนี้เราจะมาพูดถึงเกี่ยวกับการแพ้แป้งสาลีในเด็ก การดูแลป้องกันและการรักษาอย่างไรบ้าง ตามมาเลยค่ะ การแพ้แป้งสาลีในเด็กเกิดขึ้นเมื่อร่างกายตอบสนองต่อโปรตีนที่พบในข้าวสาลีผ่านกลไกทางภูมิคุ้มกันของร่างกาย อาจเกิดจากการรับประทานข้าวสาลีหรือการสูดดมแป้งสาลีเข้าไป ปัจจุบันแป้งสาลีมักเป็นส่วนประกอบอาหารหลากหลายชนิด เช่น เบเกอรี่ พาสต้า สปาเก็ตตี้ ซาลาเปา มันฝรั่งทอด โรตีสายไหม ขนมกรอบบางชนิด ฯลฯ ปัจจัยที่ทำให้เด็กเสี่ยงต่อการแพ้แป้งสาลี ได้แก่ พันธุกรรม ปัจจัยทางด้านอายุเนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของเด็กเล็กยังไม่แข็งแรงสมบูรณ์เพื่อป้องกันสิ่งแปลกปลอมต่างๆ โรคภูมิแพ้ทั่วไป หากเด็กที่มีการแพ้อาหารอื่นๆทำให้มีโอกาสแพ้แป้งสาลีได้ค่ะ อาการแพ้แป้งสาลีในเด็ก อาการแพ้แป้งสาลีมักจะแสดงอาการต่างๆ ซึ่งส่งผลต่อระบบการทำงานของร่างกาย อาการแพ้และความรุนแรงอาจมีความแตกต่างกันไปในแต่ละคน ดังนี้ อาการแพ้ที่ส่งผลต่อระบบผิวหนัง ได้แก่ ผื่นแดงคัน ผื่นลมพิษ หน้าบวม ตาบวม ริมฝีปากบวมพร้อมกับอาการคันซึ่งอาจทำให้อาการบวมเพิ่มขึ้นได้ค่ะ อาการแพ้ทีส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจ ได้แก่ น้ำมูกไหล ไอ จาม การแพ้ในบางครั้งอาจนำไปสู่การอักเสบของปอดหรือลำคอ ส่งผลให้หายใจลำบาก หลอดลมตีบเฉียบพลัน แน่นหน้าอก เป็นต้น อาการแพ้ที่ส่งผลต่อระบบทางเดินอาหาร ได้แก่ อาการคันริมฝีปากบวม คลื่นไส้อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสีย กลืนลำบาก...
3แฟนคลับชอบ
2,103ผู้ติดตามติดตาม
1,591ผู้ติดตามติดตาม
- Advertisement -

เรื่องน่าอ่าน