กล้วยเหมาะสำหรับทารกหรือไม่?

กล้วยเหมาะสำหรับทารกหรือไม่? กล้วยเป็นผลไม้เริ่มต้นสำหรับลูกน้อยวัยเริ่มทานอาหารเสริมและได้รับความนิยมมากที่สุด เนื่องจากเป็นผลไม้ที่ทานง่ายรสหวานอร่อยย่อยง่าย และสามารถหาทานได้ตลอดทั้งปี พร้อมทั้งอุดมไปด้วยสารอาหารต่างๆมากมาย ดังนั้นบทความนี้เราจะพาคุณพ่อคุณแม่มาทำความเข้าใจว่าทำไมทารกถึงต้องกินกล้วย ควรเริ่มกินตอนไหน รวมถึงประโยชน์จากการกินกล้วยค่ะ คุณพ่อคุณแม่หรือคุณปู่ย่าตายายหลายๆบ้านให้ลูกน้อยเริ่มกินกล้วยก่อนอายุ 6 เดือน เพราะเข้าใจว่าการกินนมแม่อย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ อันที่จริงแล้วในน้ำนมแม่นั้นมีสารอาหารมากมายที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของร่างกาย ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีให้กับลูกน้อยของคุณ การรับประทานกล้วยในเด็กควรเริ่มเมื่ออายุ 6 เดือนขึ้นไปค่ะ เพราะกระเพาะอาหาร สำไส้ และระบบย่อยอาการเริ่มทำงานได้ดีค่ะ การป้อนกล้วยให้เด็กอายุต่ำกว่า 6 เดือน อาจส่งผลให้ลำไส้อุดตัน กระเพาะอาหารแตก และในบางรายรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ค่ะ ประโยชน์จากกล้วยในด้านสุขภาพของเด็ก อุดมไปด้วยสารอาหาร เช่น โพแทสเซียม แคลเซียม แมกนีเซียม เหล็ก โฟเลต วิตามินบี 6 เป็นต้น ดังนั้นกล้วยช่วยให้เด็กเพิ่มน้ำหนักได้ดีค่ะ เส้นใยสูง ทำให้รู้สึกอิ่มนานขึ้น นอกจากนี้ใยอาหารยังช่วยในการล้างลำไส้ เหมาะสำหรับการติดเชื้อในปัสสาวะ กล้วยถูกกล่าวว่าเป็นยารักษาโรคติดเชื้อในปัสสาวะ โดยการล้างสารพิษออกจากทางเดินปัสสาวะ บำรุงกระดูก ในกล้วยมีโพแทสเซียมและแคลเซียม ช่วยในการสร้างกระดูกให้แข็งแรง ป้องกันโรคโลหิตจาง ในกล้วยอุดมไปด้วยธาตุเหล็ก ซึ่งจำเป็นต่อการสร้างฮีโมโกลบินในเลือด นอกจากนี้ยังช่วยในการสังเคราะห์เซลล์เม็ดเลือดแดงในร่างกาย เสริมสร้างประสิทธิภาพทางด้านสมองของเด็ก ในกล้วยมีโฟเลตช่วยในการพัฒนาสมองและช่วยเพิ่มความจำ นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันสมองถูกทำลายได้ค่ะ การรักษาอาการท้องผูก เนื่องจากกล้วยมีเส้นใยสูง ซึ่งจะช่วยในการเคลื่อนไหวของลำไส้จึงช่วยรักษาอาการท้องผูกในทารก ...

โรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะในเด็ก

โรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะในเด็ก การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ (UTI : Urinary Tract Infection) เป็นการติดเชื้อแบคทีเรียที่เกิดขึ้นในทางเดินปัสสาวะส่วนบนหรือส่วนล่างจากผิวหนังบริเวณอวัยวะเพศ หรือทวารหนักผ่านทางปัสสาวะหรือกระแสเลือด และแพร่เข้าไปอยู่ในกระเพาะปัสสาวะหรือไต การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะในเด็กมักพบในเด็กผู้หญิงมากกว่าเด็กผู้ชาย เนื่องจากอวัยวะใกล้กับทวารทำให้มีแนวโน้มในการติดเชื้อมากกว่าค่ะ สาเหตุเกิดจากอะไรและมีวิธีการดูแลรักษาอย่างไร เรามีข้อมูลที่น่าสนใจมากค่ะ อะไรที่ทำให้ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะในเด็ก การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะมักพบในเด็กผู้หญิงมากกว่าผู้ชายค่ะ โดยมีปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคดังนี้ อุจจาระที่ปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียจากผ้าอ้อมสัมผัสท่อปัสสาวะ การเช็ดก้นโดยเฉพาะในเด็กผู้หญิงเมื่อเช็ดจากหลังไปด้านหน้า อาการท้องผูกบางครั้งอาจนำไปสู่การบวมของลำไส้ใหญ่ส่วนหนึ่ง ซึ่งสามารถสร้างแรงกดดันต่อกระเพาะปัสสาวะและป้องกันไม่ให้ตะกอนไหลออกมา ความผิดปกติทางด้านรูปร่างของไต ท่อไต และกระเพาะปัสสาวะ Vesicoureteral reflux ภาวะปัสสาวะไหลย้อนกลับเป็นภาวะที่ปัสสาวะไหลย้อนกลับจากกระเพาะปัสสาวะขึ้นสู่ท่อไตหรือไต ทำให้เกิดการติดเชื้อซ้ำๆซึ่งเป็นอันตรายต่อไตในระยะยาวได้ค่ะ อาการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะในเด็ก เนื่องจากเด็กๆยังไม่สามารถอธิบายถึงอาการที่เกิดขึ้นได้ชัดเจน แต่คุณพ่อคุณแม่สังเกตได้ดังนี้ มีไข้โดยไม่มีอาการอื่นๆและไม่ทราบสาเหตุ อาเจียน เบื่ออาหาร ถ่ายเหลว ปัสสาวะขุ่นมัวหรือสีแดง มีกลิ่นแปลกๆ ปัสสาวะบ่อย หรือปัสสาวะไม่สุด ร้องไห้ขณะปัสสาวะบ่งบอกถึงความเจ็บปวด แสบร้อน หากพบอาการดังกล่าวควรรีบพบแพทย์ เพื่อตรวจวินิจฉัยโรคและทำการรักษาที่ถูกต้องต่อไปค่ะ การรักษาโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะในเด็ก การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะในเด็ก เนื่องจากปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียจึงใช้ยาปฏิชีวนะในการรักษา ซึ่งเป็นไปตามความเหมาะสมกับสภาวะการติดเชื้อและความรุนแรงของเด็กแต่ละคน ระยะเวลาในการรักษา 7-14 วัน ในกรณีที่มีการอุดตันของท่อปัสสาวะอาจต้องทำการผ่าตัดค่ะ เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดซ้ำของโรคได้ค่ะ การป้องกันการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ การป้องกันการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะในเด็กสามารถทำได้ดังนี้ ไม่ควรกลั้นปัสสาวะ เด็กผู้หญิงการทำความสะอาดควรเช็ดจากด้านหน้าไปด้านหลัง เด็กผู้ชายควรทำความสะอาดบริเวณหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศ ทานอาหารที่มีเส้นใยอาหาร ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอเพื่อป้องกันการท้องผูก การเจ็บป่วยของเด็กๆทุกครั้งควรรีบพบแพทย์ เพื่อการรักษาที่ถูกต้องและทันท่วงทีค่ะ หลากปล่อยไว้อาจเกิดภาวะที่รุนแรงกับลูกของคุณได้

อาการน้ำลายไหลในเด็ก

อาการน้ำลายไหลในเด็ก น้ำลายไหลเป็นเรื่องปกติของเด็กในช่วงอายุ 2 ปีแรก เนื่องจากทารกยังไม่สามารถควบคุมการทำงานกล้ามเนื้อในช่องปาก การกลืนอาหารหรือน้ำลายยังไม่สมบูรณ์ และอาการน้ำลายไหลนั้นอาจพบในขณะที่นอนหลับได้เช่นกันค่ะ แต่ถ้าหากลูกอายุ 4 ขวบขึ้นไปยังพบว่ามีอาการน้ำลายไหลอยู่ภาวะนี้ถือว่ามีความผิดปกติค่ะ และเราจะรู้ได้อย่างไรว่าลูกน้อยของเรามีภาวะน้ำลายไหลผิดปกติหรือไม่ ซึ่งเกิดจากสาเหตุอะไรและมีวิธีการรักษาอย่างไรบ้างค่ะ วันนี้เราจะพามาหาคำตอบกันค่ะ น้ำลายไหลเป็นกลไกตามธรรมชาติที่ช่วยให้อาหารอ่อนตัวลงทำให้กลืนได้ง่ายขึ้น และอาการน้ำลายไหลในเด็กยังบ่งบอกถึงการเจริญเติบโตของลูกน้อยตั้งแต่ 1 เดือน ถึง 2 ขวบ พัฒนาการของกล้ามเนื้อใบหน้า การควบคุมการทำงานของช่องปาก ซึ่งอาการน้ำลายไหลยืดในเด็กจะค่อยๆหายไปเองค่ะ สาเหตุของอาการน้ำลายไหลมักเกิดจากสาเหตุต่อไปนี้ การงอกของฟันน้ำนม เมื่อลูกอายุ 6 เดือน ฟันน้ำนมของลูกน้อยเริ่มขึ้น ทำให้ลูกรู้สึกคันเหงือก ปวดเหงือกบริเวณที่ฟันจะงอกขึ้นมา ส่งผลให้น้ำลายของลูกน้อยยืดอยู่ตลอดเวลาค่ะ พฤติกรรมการอ้าปากของลูกน้อย ซึ่งพบว่าเด็กที่มีพฤติกรรมการอ้าปากอยู่ตลอดเวลา ทำให้ลูกน้อยไม่กลืนน้ำลายจึงมีน้ำลายไหลยืดออกมาค่ะ ลิ้นที่มีขนาดใหญ่คับปากของลูกน้อย รวมถึงปัญหาโรคเหงือก แผลในปากเกิดการติดเชื้อ เป็นต้น ปฏิกิริยาตอบสนองต่อการได้เห็นอาหาร หรือที่เรียกว่าน้ำลายสอค่ะ ความผิดปกติของระบบประสาท อาจเกิดจากปัญหาสมองพิการซึ่งเป็นความผิดปกติที่สามารถส่งผลกระทบต่อการควบคุมช่องปากและกล้ามเนื้อของเด็ก ทำให้มีอาการน้ำลายไหลมากเกินไป ผลข้างเคียงของยา เด็กบางรายที่ต้องรับประทานบางชนิด อาจส่งผลต่อการทำงานของกล้ามเนื้อใบหน้า ทำให้การควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อของริมฝีปากผิดปกติ การรักษาอาการน้ำลายไหลในเด็ก โดยธรรมชาติไม่ต้องทำการรักษาใดๆค่ะเนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตของเด็ก ถ้าหากคุณพ่อคุณแม่สงสัยว่าลูกมีอาการน้ำลายไหลผิดปกติหรือไม่ ควรปรึกษากุมารแพทย์เพื่อให้การประเมินว่าเป็นจากสาเหตุอะไรค่ะ และเพื่อรับคำแนะนำถึงวิธีรักษาที่ถูกต้องค่ะ เช่น การฝึกการทำงานของกล้ามเนื้อปาก การกลืนน้ำลาย การจัดฟันในกรณีเด็กมีความผิดปกติของใบหน้าและขากรรไกร...

โรคลมแดดในเด็ก(Heat Stroke) ภัยร้ายหน้าร้อน

โรคลมแดดในเด็ก(Heat Stroke) ภัยร้ายหน้าร้อน สวัสดีค่ะ ช่วงนี้อากาศร้อนระวังโรคลมแดด หรือ Heat Stroke เสี่ยงอันตรายถึงชีวิตค่ะ วันนี้เราจะพาคุณพ่อคุณแม่มาทำความเข้าใจพร้อมวิธีการรับมือค่ะ โรคลมแดด หรือที่เรียกว่า Heat Stroke เกิดจากอุณหภูมิรอบๆตัวที่สูงมาก ทำให้ระบบควบคุมอุณหภูมิของร่างกายล้มเหลว ซึ่งโดยปกติแล้วร่างกายของคนเราสามารถปรับอุณหภูมิของร่างกายโดยอัตโนมัติ เพื่อตอบสนองต่อการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของอากาศรอบๆตัว เช่น เราเหงื่อออกเมื่ออากาศร้อนเพื่อให้ร่างกายเย็นลง เป็นต้น แต่โดยธรรมชาติแล้วร่างกายของเรามักมีขีดจำกัดเช่นกัน ดังนั้นเมื่อเราสัมผัสกับอากาศร้อนมากเป็นเวลานาน ส่งผลให้เราเป็นลมแดดซึ่งเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันค่ะ ควรเฝ้าระวังกลุ่มผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และเด็กเล็ก เนื่องจากร่างกายอาจปรับตัวไม่ทันและอาจสูญเสียน้ำจากความร้อนได้ง่ายค่ะ อาการโรคลมแดด(Heat Stroke) ที่พบโดยทั่วไปได้แก่ เวียนศีรษะ อ่อนเพลีย ชีพจรเต้นแรง หายใจเร็ว กระหายน้ำมาก มึนงง เหงื่อไม่ออกแม้อากาศร้อน อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นเรื่อยๆจนทำให้สูงกว่า 40 องศาเซลเซียล มีอาการชัก และหมดสติเป็นลมได้ ซึ่งหากไม่ได้รับการดูแลและแก้ไขอย่างถูกต้อง อาจทำให้เด็กหัวใจหยุดเต้นและเสียชีวิตได้ค่ะ การปฐมพยาบาลโรคลมแดด(Heat Stroke) การปฐมพยาบาลในเบื้องต้นก่อนนำส่งโรงพยาบาล เพื่อป้องกันภาวะอันตรายที่อาจทำให้เสียชีวิตได้ค่ะ การปฐมพยาบาลเพื่อลดอุณหภูมิภายในร่างกาย ดังนี้ พาลูกเข้าไปในที่ร่ม(ถ้าอยู่นอกอาคาร) ซึ่งอากาศถ่ายเทได้สะดวก จับลุกนอนหงาย เพื่อให้เลือดไหลเวียนได้สะดวก ถอดเสื้อผ้าแล้วใช้ผ้าน้ำเย็นเช็ดตามส่วนต่างๆของร่างกาย เพื่อให้ร่างกายได้ระบายความร้อนและเย็นลง การป้องกันโรคลมแดดในเด็ก(Heat Stroke) วิธีการป้องกันง่ายๆที่คุณพ่อคุณแม่สามารถนำมาใช้ เพื่อป้องกันตัวเองและลูกน้อยจากโรคลมแดด...

ลูกปัสสาวะบ่อยผิดปกติหรือไม่

สวัสดีค่ะ คุณพ่อคุณแม่เคยสังเกตุการขับถ่ายของเจ้าตัวน้อยไหม มีลักษณะอย่างไร มีการขับถ่ายบ่อยเกินไปหรือไม่ บทความนี้เราจะพาไปหาคำตอบค่ะ ลูกปัสสาวะอย่างไรที่เรียกว่าบ่อย - เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ปัสสวะจำนวน 8 - 14 ครั้งต่อวัน - เด็กอายุ 6 - 8 ปี ปัสสวะจำนวน 6 - 12 ครั้งต่อวัน - เด็กอายุ 9 - 14 ปัสสวะจำนวน 6 - 8 ครั้งต่อวัน สาเหตุการปัสสาวะบ่อยในเด็ก ลูกปัสสาวะบ่อยๆคุณพ่อคุณแม่หลายๆท่านอาจคิดว่าเป็นเพราะลูกดื่มน้ำเยอะเกินหรือเปล่า ซึ่งอันที่จริงแล้วการปัสสาวะบ่อยๆนั้นมี 2 ปัจจัยหลักคือ ทางด้านร่างกายและทางด้านจิตใจค่ะ การปัสสาวะที่เกิดจากทางด้านร่างกาย เช่น ความผิดปกติของกระเพาะปัสสาวะ ติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียทำให้ปัสสาวะบ่อยครั้ง และมีอาการความเจ็บปวดร่วมด้วยค่ะ การรับประทานยากลุ่มที่มีสารกระตุ้นการขับถ่ายปัสสาวะ เช่น ยาแก้แพ้บางกลุ่ม เป็นต้น การดำเนินชีวิตประจำวัน การบริโภคเครื่องดื่มที่เป็นฟองจำนวนมาก และเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนอาจทำให้ปัสสาวะบ่อยเช่นกันค่ะ ท้องผูกหรือกลั้นอุจจาระ ในเด็กบางคนที่มีนิสัยไม่เข้าห้องน้ำหรือการกลั้นอุจจาระ ทำให้เกิดการกดทับบริเวณกระเพาะปัสสาวะ ซึ่งมีแนวโน้มที่จะทำไปกระตุ้นให้ปัสสาวะบ่อย การปัสสาวะที่เกิดจากทางด้านจิตใจ เช่น กรณีฝึกการขับถ่าย...

โรคดีซ่านในเด็ก

ดีซ่าน หรืออาการตัวเหลืองในเด็ก ถึงแม้จะไม่ใช่โรคติดต่อร้ายแรงและสามารถรักษาให้หายได้ค่ะ แต่เป็นโรคที่พบบ่อยในเด็กตั้งแต่แรกเกิดและควรเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อน โรคดีซ่านโดยส่วนใหญ่เกิดจากการทำงานที่ผิดปกติของตับ ระบบน้ำดี และเซลล์เม็ดเลือดแดง ดังนั้นเราจะพามาทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรค อาการ การรักษา รวมถึงวิธีการป้องกันโรคค่ะ โรคดีซ่านในเด็กแรกเกิด คือลักษณะของเด็กที่มีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง ซึ่งเกิดจาการเพิ่มตัวของเม็ดสีผิว(มิลิรูบิน) นอกจากนี้ภาวะดีซ่านในเด็กสามารถเกิดจากสาเหตุต่างๆ ได้แก่ ทารกคลอดก่อนกำหนด เนื่องจากตับยังพัฒนาไม่สมบูรณ์ทำให้ร่างกายไม่สามารถขับบิลิรูบินได้ ตับอักเสบจากการติดเชื้อ โรคตับอักเสบซึ่งสามารถนำไปสู่โรคดีซ่านได้ค่ะ เนื่องจากเม็ดเลือดแดงแตก ภาวะท่อน้ำดีอุดตัน ส่งผลให้ร่างกายไม่สามารถขับบิลิรูบินออกจากร่างกายได้ ผู้ป่วยโรคไข้มาลาเรีย โรคโลหิตจาง ภาวะเม็ดเลือดแดงป่องจากพันธุกรรม เป็นต้น การรับประทานอาหารไม่ถูกสุขลักษณะ ซึ่งอาจส่งผลให้ตับทำงานผิดปกติ อาการของโรคดีซ่านในเด็ก อาการของโรคดีซ่านในเด็กที่มักแสดงให้เห็นคือ ผิวหนังและดวงตาเหลือง สีของปัสสาวะเข้ม และอุจจาระมีสีเหลืองซีดลง นอกจากนี้ยังพบอาการอื่นร่วมด้วย ได้แก่ มีไข้สูง หนาวสั่น อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย คันผิวหนังมาก เบื่ออาหาร น้ำหนักลดอย่างรวดเร็ว ปวดท้องรุนแรง อาจบ่งบอกถึงความไม่สมดุลของน้ำดี ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดข้อ การรักษาโรคดีซ่านเป็นการรักษาตามสาเหตุของการเกิดโรค ป้องกันการเกิดซ้ำ และป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น ในกรณีที่เกิดจากการคลอดก่อนสามารถหายเองได้ด้วยการทานนมแม่ที่เพียงพอ และหายเองได้ภายใน 1 - 2...

โรคตับในเด็ก

โรคตับในเด็ก หลายท่านอาจจะสงสัยว่าเด็กสามารถเป็นโรคตับได้หรือเปล่าโดยเฉพาะเด็กเล็ก ซึ่งความจริงแล้วโรคตับสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัยค่ะ ดังนั้นบทความนี้เราจะพาคุณพ่อคุณแม่ไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคตับในเด็ก ว่าเกิดจากอะไร รวมถึงวิธีการรักษาค่ะ แต่ก่อนอื่นมารู้จักกับหน้าที่ของตับกันก่อนค่ะ ตับคืออวัยวะหนึ่งในร่างกายที่มีสำคัญมาก ช่วยผลิตสารชีวเคมีต่างๆที่จำเป็นในกระบวนการย่อยอาหาร กำจัดสารพิษในร่างกาย เป็นต้น สาเหตุของโรคตับในเด็ก เกิดจากเซลล์ของตับถูกทำร้ายต้วยสาเหตุต่างๆ ดังนี้ การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ เกิดจากการติดเชื้อไวรัสที่อาจได้รับเชื้อผ่านทางมารดา หรือผ่านทางอาหารเครื่องดื่นที่มีการปนเปื้อนเชื้อ ส่งผลให้เกิดปัญหาตับในเด็กได้ ความผิดปกติทางพันธุกรรม เกิดจากความผิดปกติที่ผ่านทางพันธุกรรม ซึ่งพบในครอบครับของเด็กที่มีประวัติเกี่ยวกับโรคตับ และร่างกายมีภาวะเหล็กมากเกินไปเกิดจากการสะสมธาตุเหล็กและทองแดงมากเกินไป ท่อน้ำดีทำงานผิดปกติ เกิดจากการไหลของน้ำดีในตับส่งผลกระทบให้เกิดปัญหาในตับ โรคมะเร็ง เนื้อเยื่อของตับสามารถถูกแทรกซึมโดยเซลล์ที่ผิดปกติได้ เช่น เซลล์มะเร็ง เป็นต้น อาการของโรคตับในเด็ก โรคตับในเด็กมักจะแสดงอาการที่แตกต่างกัน ทำให้การวินิจฉัยโรคตับในเด็กเป็นเรื่องยากค่ะ ซึ่งอาการทั่วไปของปัญหาตับในเด็กที่พบได้ เช่น อาการดีซ่าน คือผิวหนังและดวงตาจะมีสีเหลืองซีด หรืออาจมีไข้หนาวสั่นร่วมด้วย อาเจียนเป็นเลือด ท้องโต ท้องแข็ง ปวดท้อง ร้องไห้งอแง เนื่องจากไม่สบายท้อง หรือมีน้ำในช่องท้อง เนื่องจากตับโตหรืออาจมีการสะสมของของเหลวในช่องท้องทำให้ช่องท้องบวม และเมื่อร่างกายไม่สามารถขับสารพิษได้ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อระบบการทำงานของสมอง ระบบการไหลไหวของโลหิต เป็นต้น การรักษาโรคตับในเด็กนั้นขึ้นอยู่กับสาเหตุของการเกิดโรค หากโรคเกิดจากไวรัสจะเป็นการรักษาตามอาการเพื่อประคับประคองอาการที่เกิดขึ้น ผู้ป่วยควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด และต้องได้รับการดูแลจากแพทย์อย่างใกล้ชิดค่ะ ลูกเปรียบเสมือนแก้วตาดวงใจที่มีค่าที่สุด ดังนั้นเมื่อลูกไม่สบายย่อมไม่ใช่สิ่งที่พ่อแม่อยากได้ยินหรือให้เกิดขึ้นกับลูกของคุณ แต่การเจ็บป่วยนั้นเราไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไร แต่สิ่งที่เราสามารถทำได้ดีที่สุดนั้นคือ เมื่อพบเห็นถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับลูก อย่านิ่งเฉยคิดว่าลูกไม่เป็นอะไร...

มะเร็งต่อมน้ำเหลืองในเด็ก

สิ่งสำคัญสำหรับคนเป็นพ่อแม่นั้น คือสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของลูกเมื่อลูกเจ็บป่วยหรือเกิดอะไรขึ้นกับลูกก็มักจะสร้างความกังวล แต่การเจ็บป่วยหรืออุบัติเหตุนั้นไม่ใช่สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่สามารถควบคุมได้ค่ะ บทความนี้เราจึงจะพาคุณพ่อคุณแม่มาทำความเข้าใจกับโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง สาเหตุและวิธีการรักษาค่ะ แต่ก่อนที่เราจะพูดถึงโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองคืออะไร เรามาทำความเข้าใจต่อมน้ำเหลืองกันก่อนค่ะ ต่อมน้ำเหลืองเป็นอวัยวะที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานเป็นปกติทำหน้าที่เป็นตัวกรองเชื้อโรคแปลกปลอมและเซลล์มะเร็ง ในร่างกายคนเรามีต่อมน้ำเหลืองมีอยู่หลายจุดค่ะ เช่น หน้าอก ช่องท้อง ใต้วงแขน(รักแร้) ผิวหนง ลำคอ เป็นต้น โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง(Lymphoma) โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง เกิดขึ้นเมื่อเซลล์เม็ดเลือดขาวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดการติดเชื้อหรือเนื้องอกร้ายที่เกิดกับเนื้อเยื่อต่อมน้ำเหลือง ซึ่งโรคนี้สามารถพบได้ในทุกเพศทุกวัยและพบบ่อยที่สุดคือ ต่อมน้ำเหลืองบริเวณลำคอ สาเหตุการเกิดโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองนั้นปัจจุบัานยังไม่ทราบที่แน่นอน ซึ่งอาจมีสาเหตุมากจากพันธุกรรม การติดเชื้อไวรัสเอชไอวี การติดเชื้อแบคทีเรีย ภูมิต้านทานต่ำ โรคภูมิแพ้ตัวเอง รวมทั้งปัจจัยเสี่ยงจากสิ่งแวดล้อมค่ะ โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ มะเร็งต่อมน้ำเหลืองฮอดจ์กิน(HD : Hodgkin’s disease) นี่เป็นมะเร็งชนิดหนึ่งที่เกิดจากการเจริญเติบโตที่ผิดปกติของเม็ดเลือดขาว และแบ่งออกเป็นประเภทต่าง ๆ ตามความรุนแรงของสภาพและลักษณะของเซลล์ พบบ่อยในเด็กและช่วงอายุ 15-35 ปี และมะเร็งต่อมน้ำเหลืองนอนฮอดจ์กิน (NHL : non-Hodgkin’s lymphoma) เป็นมะเร็งชนิดที่แพร่กระจายเร็วซึ่งมีความรุนแรงมากกว่ามะเร็งต่อมน้ำเหลืองในชนิดแรก พบบ่อยในผู้ใหญ่ หรือผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันต่ำ หรือผู้ที่มีการติดเชื้อเอชไอวีค่ะ อาการของโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง อาการที่ชัดเจนที่สุดของโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง คือต่อมน้ำเหลืองบวมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่า 1...

การดูแลทารกคลอดก่อนกำหนด

การคลอดก่อนกำหนด คือการคลอดทารกตัวน้อยที่อายุครรภ์ไม่ถึง 37 สัปดาห์ ซึ่งเป็นช่วงที่ทารกมีความบอบบางมาก การเจริญเติบโตของร่างกายการทำงานของอวัยวะต่างๆยังไม่สมบูรณ์ และต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนอื่นๆที่อาจเกิดขึ้นได้ค่ะ หากแพทย์วินิจฉัยแล้วไม่มีภาวะแทรกซ้อนก็จะอนุญาตให้กลับบ้านได้ค่ะ ดังนั้นบทความนี้จึงรวบรวมการดูแลลูกน้อยที่คลอดก่อนกำหนดหลังกลับมาอยู่ที่บ้านค่ะ การดูแลทารกคลอดก่อนกำหนดเมื่อกลับถึงบ้าน สิ่งแรกที่ควรให้ความสำคัยคือ สุขอนามัยเพราะทารกคลอดก่อนกำหนดมีโอกาศที่จะติดเชื้อมากกว่าเด็กที่คลอดตามกำหนดค่ะ รวมถึงการดูแลในด้านต่างๆ ได้แก่ - ทำความสะอาดบ้านทุกวัน จัดห้องให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก ไม่อับชื้น - ห้ามผู้ที่มีไข้หวัด ไอ หรือติดเชื้อไวรัสเข้าห้อง หรือใกล้ชิดลุกน้อย - คุณพ่อคุณแม่ หรือญาติพี่น้อง ควรทำความสะอาดมือก่อนที่จะสัมผัสลูกน้อย - ให้ลูกน้อยทานนมทุก 2-3 ชั่วโมง (ปริมาณตามคำแนะนำของแพทย์) - ให้ลูกน้อยเรอทุกครั้งหลังกินนม เพื่อไม่ให้อาเจียนออกมา - การอาบน้ำควรอาบวันละ 1 ครั้งก็เพียงพอค่ะ และควรสวมใส่เสื้อผ้าที่ให้ความอบอุ่นและสบายตัวค่ะ - การนวดสัมผัสลูกน้อย โอบกอด พูดคุย เพื่อกระตุ้นการพัฒนาการให้กับทารก - ไปพบแพทย์ตามกำหนดทุกครั้งค่ะ - ระวังเรื่องการหายใจของลูกน้อย หากพว่าทารกมีการน้ำมูก เสมหะ หายใจไม่สะดวก มีเสียงครืดคราด หรือหายใจอกบุ๋ม คุณพ่อคุณแม่ต้องพาลูกน้อยไปพบแพทย์โดยด่วยค่ะ - ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดค่ะ สิ่งที่สำคัญของการดูแลทารกคลอดกำหนดนั้น คือการดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิดของคุณพ่อคุณแม่ ซึ่งหากพบอาการผิดปกติหรือสงสัยว่าลูกน้อยเป็นอะไร ควรรีบไปพบแพทย์ทันทีเพื่อรับการตรวจวินิฉัยและการรักษาที่ทันท่วงทีค่ะ

6 โรคยอดฮิตในเด็กวัยเรียน

สวัสดีค่ะ บทความนี้เราได้รวบรวมโรคฮิตในเด็กวัยเรียนซึ่งสามารถติดต่อกันได้ง่าย เนื่องเด็กๆในช่วงวัยนี้ระบบภูมิต้านทานโรคยังมีการพัฒนาไม่เต็มที่ และการอยู่รวมกันของเด็กในสถานที่จำกัด ทำให้เด็กๆมีโอกาศสัมผัสกับเชื้อโรคที่ทำให้เกิดโรคหลายชนิด ป่วยง่ายหรือในบางรายอาจป่วยเรื้อรังได่ค่ะ ตัวอย่างเช่น โรคไข้หวัด โรคไข้หวัดธรรมดาเป็นหนึ่งในโรคติดต่อที่เด็กๆเป็นบ่อยและสามารถเป็นได้ตลอดทั้งปี โรคหวัดเกิดจากการติดเชื้อไวรัส ซึ่งสามารถนำไปสู่อาการน้ำมูก มีไข้ ไอ จาม และอาจมีอาการอื่นร่วมด้วย โรคไข้หวัดสามารถติดต่อได้ง่ายด้วยการไอ จาม สัมผัสสิ่งของปนเปื้อนเชื้อโรค และการใกล้ชิดผู้ป่วย โรคไข้หวัดสามารถรักษาให้หายขาดได้ค่ะ โรคมือเท้าปาก โรคมือเท้าปาก เกิดจากการติดเชื้อไวรัสซึ่งทำให้เกิดแผลพุพองที่มือเท้าและปากของเด็ก พร้อมกับการมีไข้ โรคมือเท้าปากสามารถติดต่อได้โดยตรงจากการสัมผัสสารคัดหลั่ง น้ำมูก น้ำลาย การไอจามรดกัน น้ำจากตุ่มใสที่เกิดขึ้นบนตัวเด็กๆ รวมถึงการสัมผัสสิ่งของเครื่องใช้ ของเล่นที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัสแล้วนำเข้าปาก พบการแพร่ระบาดของโรคในช่างปลายฝนต้นหนาว ในส่วนของการรักษาจะเป็นการตามอาการ เนื่องจากยังไม่มียารักษาเฉพาะโรคค่ะ โรคไข้หวัดใหญ่ โรคไข้หวัดใหญ่ มีลักษณะคล้ายกับโรคไข้หวัด แต่ไข้หวัดใหญ่จะมีอาการที่เด่นชัดและรุนแรงกว่า มักมีอาการปวดกล้ามเนื้อ เมื่อยล้าตามร่างกายรวมด้วย สามารถติดต่อกันได้ง่ายทางระบบทางเดินหายใจ พบบ่อยในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว ส่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรระวังคือ ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบได้ ฯลฯ ควรรับพาเด็กพบแพทย์โดยด่วนค่ะ โรคไข้หวัดใหญ่สามารถป้องกันได้จากการฉีดวัคซีน ซึ่งสามารถฉีดได้ตั้งแต่อายุ 6 เดือนขึ้นไป รวมถึงการฝึกให้เด็กๆสวมใส่หน้ากากอนามัย การรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคลค่ะ เยื่อบุตาอักเสบ เยื่อบุตาอักเสบ เกิดจากการติดเชื้อไวรัส หรือแบคทีเรีย หรือเกิดจากสารที่ก่อภูมิแพ้ โดยระยะฟักตัวของการติดเชื้ออาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับสาเหตุของการติดเชื้อ ซึ่งมีผลต่อดวงตาซึ่งจะแสดงอาการ...
3แฟนคลับชอบ
1,141ผู้ติดตามติดตาม
1,482ผู้ติดตามติดตาม
- Advertisement -

เรื่องน่าอ่าน