หูอักเสบเรื้อรังในเด็ก

หูอักเสบปัญหาสุขภาพที่พบบ่อยในเด็ก เนื่องจากโรคนี้มักเกิดร่วมกับโรคหวัดหรือโรคเด็กที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ ดังนั้นการติดเชื้อที่หูจึงเป็นเรื่องธรรมดาในเด็กค่ะ แต่คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรมองข้ามเพราะอาจส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้ปัญหาการได้ยินของเด็กค่ะ บทความก่อนหน้านี้เราได้พูดเกี่ยวกับโรคหูชั้นกลางอักเสบเฉียบพลันไปบ้างแล้ว วันนี้เราจะมาทำความเข้าใจโรคหูอักเสบเรื้อรังในเด็กกันบ้างค่ะ สาเหตุ อาการและการดูแลรักษาอย่างไร หูอักเสบเรื้อรังสามารถทำให้เกิดอาการที่รุนแรงและส่งผลกระทบมากกว่าการติดเชื้อที่หูแบบเฉียบพลัน เนื่องจากสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อที่หูชั้นกลางเฉียบพลัน การติดเชื้อของจมูกและลำคอ เช่น โรคหวัด น้ำเข้าหูชั้นกลางขณะอาบน้ำหรือว่ายน้ำ ฯลฯ ส่งผลให้เกิดการอักเสบการสะสมของของเหลวและเมือกหลังแก้วหู ซึ่งไม่ระบายอย่างเหมาะสมผ่านท่อยู่สเตเชียนของหู ทำให้เกิดหนองไหลออกจากหูค่ะ หากไม่ได้รับการรักษาอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆตามมาได้ค่ะ เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ หูชั้นในอักเสบ ฝีในสมอง เป็นต้น อาการโรคหูอักเสบเรื้อรังที่พบในเด็กระยะแรกจะมีอาการเหมือนกับโรคหูชั้นกลางอักเสบเฉียบพลันได้แก่ มีไข้สูง ปวดหู ในเด็กเล็กจะร้องไห้กระวนกระวาย พร้อมดึงหูหรือกุมหูตัวเองบ่อยๆ และในระยะต่อมาจะมีอาการปวดหูมากขึ้น ความดันในหู หูอื้อ จนเมื่อแก้วหูทะลุ อาการปวดหูและไข้จะเริ่มดีขึ้นแต่จะมีน้ำหนองไหลออกมาและมีกลิ่นเหม็นค่ะ การรักษาหูอักเสบเรื้อรังในเด็ก การรักษาโดยทั่วไปแพทย์จะรักษาด้วยยาปฏิชีวนะเพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรียรักษาอาการอักเสบ ร่วมกันการรักษาโรคหวัดในกรณีที่มีสาเหตุมาจากโรคหวัดค่ะ หรือในกรณีที่รุนแรงของการติดเชื้อที่หูเรื้อรังอาจมีการผ่าตัดโพรงกระดูกมาสตอยด์หรือการเจาะเยื่อแก้วหู เพื่อระบายของเหลวในหูออกมาร่วมกับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะค่ะ ดังนั้นการดูแลป้องกันการเกิดโรคหูอักเสบเรื้อรังในเด็ก เริ่มต้นด้วยการดูแลสุขภาพของลูกน้อย เช่น รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ ดื่มน้ำสะอาดมากๆ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และการออกกำลังกายสม่ำเสมอค่ะ ปัจจุบันมีการส่งเสริมให้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เนื่องจากในน้ำนมแม่อุดมไปด้วยสารอาการมากมายหลากหลายที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโต กระตุ้นระบบภูมคุ้มกันของลูกคุณค่ะ  และเมื่อพบว่าลูกมีอาการที่สงสัยว่าอาจเป็นโรคหูชั้นอักเสบ หรือเป็นหวัดนานเกินหนึ่งสัปดาห์ ควรรีบพบแพทย์ค่ะ เพื่อทำการรักษาที่ถูกต้องต่อไป ป้องการการหูอักเสบเรื้อรังและภาวะแทรกซ้อนอื่นๆค่ะ

โรคงูสวัดในเด็ก

โรคงูสวัดเป็นโรคที่พบได้บ่อยในเด็กแต่มักไม่มีอาการรุนแรงเทากับโรคงูสวัดในผู้ใหญ่ค่ะ โรคงูสวัดเกิดจากเชื้อไวรัสตัวเดียวกันที่ทำให้เกิดโรคอีสุกอีใสซึ่งติดต่อได้ง่ายค่ะ และเพื่อป้องกันการเจ็บป่วย ภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ รวมถึงจะมีวิธีการดูแลรักษาโรคงูสวัดอย่างไร เรามาทำความรู้จักกับโรคงูสวัดในเด็กกันค่ะ โรคงูสวัดเป็นผื่นผิวหนังที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสวาริเซลล่า (Varivella zoster) ของเส้นประสาทใต้ผิวหนังและเป็นไวรัสชนิดเดียวกันที่ก่อให้เกิดโรคอีสุกอีใส เชื้อไวรัสทำให้เกิดผื่นพุพองบนผิวหนังสามารถเกิดได้ทุกส่วนของร่างกาย โรคงูสวัดในเด็กมักจะไม่รุนแรงสามารถรักษาให้หายได้ค่ะ และปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคงูสวัดคือ เมื่อระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอและผู้ที่ฟื้นตัวจากการเจ็บป่วยมีแนวโน้มที่จะเสี่ยงต่อการเป็นโรคงูสวัดได้ง่าย เด็กที่เคยป่วยเป็นโรคอีสุกอีใสก่อนอายุ 1 ปี รวมถึงขณะคุณแม่ตั้งครรภ์ป่วยเป็นโรคอีสุกอีใสค่ะ อาการของโรคงูสวัดในเด็กนั้นมีอาการเหมือนกับโรคงูสวัดในผู้ใหญ่ค่ะ แต่มักมีอาการรุนแรงน้อยกว่าซึ่งอาการของโรคงูสวัดในแต่ละคนอาจมีความแตกต่างกันไปตามสุขภาพค่ะ และอาการเริ่มต้นของโรคงูสวัดด้วยความเจ็บปวด เสียวคันในบริเวณที่ผื่นกำลังจะขึ้น จากนั้นประมาณ 5 วันจะเริ่มมีตุ่มผื่นขึ้นจนกลายเป็นตุ่มพุพองตามแนวเส้นประสาทของผิวหนัง หลังจากนี้ 1 – 2 สัปดาห์ตุ่มหนองพุพองจะแตกออกและตกสะเก็ดค่ะ ในเด็กบางรายอาจมีไข้ หนาวสั่น ปวดศีรษะ อ่อนเพลียหรือปวดที่ตุ่มพุพองร่วมด้วยค่ะ โรคแทรกซ้อนของโรคงูสวัดโดยทั่วไปที่อาจเกิดขึ้นในเด็ก ได้แก่ การติดเชื้อที่ผิวหนังหากไม่รักษาความสะอาดของตุ่มแผล ปัญหาระบบประสาทและการสูญเสียการมองเห็นหรือสูญเสียการได้ยิน โรคงูสวัดที่อยู่บนใบหน้าหรือบริเวณรอบดวงตาสามารถนำไปสู่ความเสียหายอย่างรุนแรงได้ เนื่องจากเส้นประสาทตาและลูกตาอาจได้รับความเสียหายค่ะ และโรคงูสวัดอาจนำไปสู่โรคไข้สมองอักเสบได้ค่ะ การรักษาโรคงูสวัดในเด็ก การรักษาโรคงูสวัดในเด็กจะขึ้นอยู่กับอาการและสุขภาพโดยทั่วไปของเด็ก ซึ่งแพทย์ทำการรักษาด้วยยาต้านไวรัสเพื่อลดความรุนแรงและป้องกันอาการแทรกซ้อนอื่นๆ ร่วมกับการทานยาแก้ปวดเพื่อช่วยบรรเทาอาการปวดค่ะ การดูแลและควรหลีกเลี่ยงเมื่อเด็กป่วยโรคงูสวัด เพื่อบรรเทาอาการและป้องกันการแพร่เชื้อได้ดังนี้ การประคบเย็นเพื่อบรรเทาอาการปวดแสบและการอักเสบจากผื่นพุพอง การดูแลรักษาความสะอาดผิวหนังบริเวณที่เกิดตุ่มพุพอง เพื่อป้องกันการติดเชื้อที่ผิวหนัง โดยการล้างแผลด้วยน้ำสบู่อ่อนๆและซับแผลให้แห้ง เมื่อตุ่มพุพองแห้งควรใช้ผ้าพันแผลปิดตุ่มผื่นพุพองให้มิดชิด เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไปสู่ผู้อื่น เด็กที่ป่วยเป็นโรคงูสวัดควรให้เด็กหยุดเรียนจนกว่าแผลจะตกสะเก็ดและแห้งสนิทดี เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไปสู่ผู้อื่น ไม่ควรสัมผัสบริเวณแผลที่เกิดขึ้น อาจทำให้เกิดการอักเสบและเกิดการติดเชื้อที่รุนแรงได้ ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด โรคงูสวัดเป็นโรคติดเชื้อที่สร้างความเจ็บปวดมากให้กับลูกของคุณ ดังนั้นหากลูกของคุณมีอาการดังกล่าวหรือสงสัยของลูกอาจเป็นโรคงูสวัด...

ไข้ไทฟอยด์ในเด็ก

ไข้ไทฟอยด์เป็นโรคที่ร้ายแรงและบางครั้งอาจถึงแก่ชีวิตได้ค่ะ ไข้ไทฟอยด์เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Salmonella Typhi (S. Typhi) เป็นแบคทีเรียชนิดหนึ่งในตระกูล Salmonella ซึ่งเป็นสาเหตุของอาหารเป็นพิษ แบคทีเรียเหล่านี้อาศัยอยู่ในร่างกายและถูกขับออกทางปัสสาวะหรืออุจจาระ ไข้ไทฟอยด์พบได้ทั่วไปโดยเฉพาะกับเด็ก และเป็นโรคที่สามารถติดต่อจากคนสู่คนได้ค่ะ โดยจากการปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรียในน้ำ อาหารที่รับประทานเข้าไป หรือจากการสัมผัสกับผู้ที่มีเชื้อนี้ สาเหตุของไทฟอยด์ในเด็ก ไทฟอยด์เป็นโรคติดเชื้ออย่างรุนแรงซึ่งแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Salmonella Typhi โดยสามารถรับเชื้อแบคทีเรียผ่านการบริโภคอาหารและน้ำที่ไม่ถูกสุขลักษณะหรือการเก็บรักษาที่ไม่เหมาะสมมีการปนเปื้อนเชื้อ รวมถึงการสัมผัสโดยตรงกับผู้ที่ป่วยที่มีเชื้อแบคทีเรียนำไปสู่โรคไทฟอยด์ในเด็กค่ะ อาการไทฟอยด์ในเด็ก ไทฟอยด์จะมีระยะของการฟักตัว 1 ถึง 2 สัปดาห์หลังจากได้รับเชื้อแบคทีเรียดังกล่าว ซึ่งโดยทั่วไปจะมีอาการของไทฟอยด์ในช่วง 3 ถึง 4 สัปดาห์จากการรับเชื้อแบคทีเรีย โดยมีอาการของโรคดังนี้ เริ่มต้นจากมีไข้ต่ำและเพิ่มสูงขึ้นในทุกวันค่ะ ซึ่งมีไข้สูงได้ถึง 39-40 องศาเซลเซียส เด็กจะรู้สึกไม่สบายอ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ไอแห้ง ปวดท้อง ปวดเมื่อยตามร่างกาย อาการปวดท้อง ท้องบวม อาจมีอาการท้องเสียหรือท้องผูก เบื่ออาหารน้ำหนักลด และมีผื่นขึ้นบริเวณหน้าท้องหรือหน้าอกค่ะ การรักษาไข้ไทฟอยด์ในเด็ก โดยทั่วไปแพทย์จะรักษาด้วยยาปฏิชีวนะเพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรียและป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ภาวะแทรกซ้อนของไข้ไทฟอยด์ หากไข้ไทฟอยด์ไม่ได้รับการรักษาซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนและอาจถึงแก่ชีวิตได้ค่ะ ได้แก่ เลือดออกในลำไส้และกระเพาะอาหาร ระบบย่อยอาหารหรือลำไส้เป็นรูทะลุ โรคหลอดลมอักเสบ การอักเสบของเยื่อบุหัวใจ ตับอ่อนอักเสบ เกิดปัญหาทางจิต เช่น...

ความบกพร่องทางการได้ยินในเด็ก

ความสามารถในการได้ยินมีความสำคัญสูงสุดสำหรับการพัฒนาทักษะการพูดและการใช้ภาษาของเด็ก ซึ่งในบางครั้งอาจเป็นเรื่องยากในการตรวจสอบการได้ยินของเด็ก แต่ด้วยเทคนิคและเทคโนโลยีทางการแพทย์ในปัจจุบันการสูญเสียการได้ยินในเด็กสามารถตรวจพบในระยะแรกค่ะ หากคุณรู้สึกว่าลูกของคุณอาจมีปัญหาการได้ยินควรพาลูกพบแพทย์เพื่อทำการตรวจสอบและหลีกเลี่ยงภาวะแทรกซ้อนอื่นๆที่อาจเกิดขึ้นได้ค่ะ การสูญเสียการได้ยินคือ เมื่อไม่สามารถได้ยินเสียงบางส่วนหรือทั้งหมดซึ่งเด็กอาจมีการสูญเสียการได้ยินเพียงเล็กน้อยหรือรุนแรงค่ะ หากเด็กไม่สามารถเข้าใจหรือฟังการสนทนาทั้งหมดปกติมันอาจเป็นกรณีของการสูญเสียการได้ยินเล็กน้อย ในกรณีที่เด็กมีการสูญเสียการได้ยินทั้งหมดซึ่งไม่สามารถได้ยินจากหูทั้งสองและใช้ภาษามือเพื่อการสื่อสาร อย่างไรก็ตามกลุ่มการสูญเสียการได้ยินสามารถจำแนกได้ดังนี้ การสูญเสียการได้ยินก่อนพูด (Pre-Lingual Deafness) คือ การสูญเสียความสามารถในการได้ยินก่อนที่เด็กจะพูดหรือเข้าใจคำศัพท์ มีปัญหาการได้ยินที่เกิดหลังจากที่มีภาษาพูดมาก่อนแล้ว (Post-Lingual Deafness) คือ การสูญเสียความสามารถในการได้ยินหลังจากเด็กสามารถพูดและเข้าใจคำศัพท์ได้ ประเภทของการสูญเสียการได้ยินของเด็ก ความผิดปกติในการประมวลเสียงจากระบบประสาท เป็นสภาวะที่สมองไม่สามารถประมวลผล หรือแปลงคำพูดเป็นข้อความที่สื่อความหมายได้ คนที่มีความผิดปกตินี้อาจพบว่าเป็นการยากลำบากในการใช้หรือเข้าใจแหล่งที่มาของเสียง ข้อมูลจากการฟัง การสูญเสียการได้ยินจากระบบการนำเสียงบกพร่อง เป็นภาวะที่ความสามารถของร่างกายในการนำคลื่นเสียงถูกขัดขวาง เกิดขึ้นเมื่อทางเดินของคลื่นเสียงได้รับผลกระทบในช่องหู ในเด็กที่หูชั้นกลางอักเสบซึ่งเป็นสาเหตุที่พบบมากที่สุดของการสูญเสียการได้ยิน การสูญเสียการได้ยินจากประสาทรับฟังเสียงบกพร่อง เป็นผลมาจากปัญหาในหูชั้นใน การสูญเสียการได้ยินของประสาทหูเสื่อม เมื่อหูชั้นในหรือเส้นประสาทหูชั้นในเสียหาย ซึ่งส่งผลให้เกิดการสูญเสียการได้ยินแบบถาวร ซึ่งอาจเป็นผลมาจากการบาดเจ็บที่ศีรษะ การเจ็บป่วยที่รุนแรง หรือปัจจัยทางพันธุกรรม การรับฟังเสียงบกพร่องแบบผสม ในกรณีที่มีการสูญเสียการได้ยินจากระบบการนำเสียงบกพร่อง ร่วมกับจากประสาทรับฟังเสียงบกพร่อง ซึ่งอาจเกิดขึ้นเมื่อหูชั้นกลางและหูชั้นในของเด็กได้รับความเสียหาย การติดเชื้อที่หูเรื้อรังค่ะ การสูญเสียการได้ยินความถี่สูง การสูญเสียการได้ยินประเภทนี้เกิดขึ้นเมื่อเด็กมีปัญหาในการได้ยินเสียงภายใน 2,000 - 8000 Hz ซึ่งอาจเป็นผลมาจากปัจจัยทางพันธุกรรม การสัมผัสกับเสียงดัง การเจ็บป่วยบางอย่าง ผลข้างเคียงของยา ฯลฯ การสูญเสียการได้ยินความถี่ต่ำ เมื่อมีปัญหาในการได้ยินเสียงต่ำกว่า 2,000 Hz  ซึ่งอาจเกิดจากการสูญเสียการได้ยินของระบบประสาทอาจทำให้เด็กได้ยินเสียงความถี่ต่ำ สาเหตุการสูญเสียการได้ยินในเด็ก การสูญเสียการได้ยินในเด็ก อาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุค่ะ แต่ร้อยละ 60 เป็นเพราะสาเหตุที่สามารถป้องกันได้ โดยสาเหตุของการสูญเสียการได้ยินในเด็ก ได้แก่ การสูญเสียการได้ยินแต่กำเนิด...

โรคไข้กาฬหลังแอ่น

โรคไข้กาฬหลังแอ่น โรคร้ายแรงอันตรายถึงชีวิตแต่สามารถป้องกันได้ โรคไข้กาฬหลังแอ่น คือการติดเชื้อที่เกิดจากแบคทีเรียเมนิงไจทิดิส ไนซีเรีย(meningitidis neisseria) แบคทีเรียแพร่กระจายผ่านการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ ละอองในอากาศจากการไอจาม สามารถเกิดในทุกเพศทุกวัยแต่มักพบในเด็กเล็ก และสามารถนำไปสู่การเจ็บป่วยที่รุนแรงมาก 2 โรค ได้แก่ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ และการติดเชื้อในกระแสเลือดค่ะ อาการไข้กาฬหลังแอ่นในเด็ก โรคไข้กาฬหลังแอ่นเป็นโรคที่คุกคามชีวิตจากแบคทีเรียเมนิงไจทิดิส ไนซีเรีย ซึ่งมีทั้งหมด 6 สายพันธุ์ ได้แก่ A, B, C, W, X และ Y โดยประเทศไทยสายพันธุ์ที่พบได้บ่อยที่สุดคือสายพันธุ์บี ไข้กาฬหลังแอ่นจะมีระยะฟักตัวประมาณ 4 วัน และอาการอาจเกิดขึ้นกะทันหันและแย่ลงอย่างรวดเร็ว จึงจำเป็นต้องได้รับการรักษาทันทีค่ะ และอาการที่พบได้บ่อยคือ มีไข้ หนาวสั่น มือและเท้าเย็น อ่อนเพลีย เจ็บคอ คอแข็ง ปวดกล้ามเนื้อและข้อต่ออย่างรุนแรง จุดเล็กจุดแดงแบนหรือนูนหรือรอยฟกช้ำที่ผิวหนัง เมื่ออาการแย่ลงอาการอาจรวมถึงความดันโลหิตต่ำ มีเลือดออก และช็อกหมดสติได้ ฯลฯ การวินิจฉัยและการรักษาโรคไข้กาฬหลังแอ่นในเด็ก หากพบว่าลูกมีไข้ขึ้นสูง ปวดศีรษะ หนาวสั่น รวมกับอาการคอแข็ง ต้องรีบพาลูกพบแพทย์โดยด่วนค่ะ ซึ่งแทพย์จะทำการเจาะเลือด หรือเจาะไขสันหลัง หรือจากตำแหน่งที่มีการติดเชื้อ เพื่อตรวจหาเชื้อแบคทีเรียเมนิงไจทิดิส ไนซีเรีย...

การเดินละเมอในเด็ก

สวัสดค่ะ คุณพ่อคุณแม่ลูกของคุณมีอาการละเมอบ้างหรือเปล่าคะ ถ้ามีและเราจะมีวิธีรับมือกับอาการละเมอของลูกๆอย่างไร วันนี้เราจะมาหาคำตอบกันค่ะ ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าการละเมอในเด็กเกิดขึ้นบ่อยในช่วงอายุ 4 - 8 ปีมากกว่าในผู้ใหญ่ค่ะ ซึ่งอาการละเมอนั้นเป็นภาวะความผิดปกติที่เกิดขึ้นในขณะที่ลูกของคุณกำลังหลับ โดยผู้ที่มีอาการจะไม่รู้สึกตัวและมีอาการมึนงงหลังรู้สึกตัวค่ะ ซึ่งจะแสดงในรูปแบบต่างๆ เช่น ละเมอเดินไปมา ลุกขึ้นนั่งลืมตา ละเมอพูดคุย หยิบสิ่งของต่างๆ ฯลฯ การนอนหลับทั่วไปจะแบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงหลับตื้นและช่วงหลับลึกค่ะ และพฤติกรรมการละเมอที่เกิดขึ้นจะอยู่ในช่วงที่หลับลึก ผู้ที่มีอาการละเมอจะไม่สามารถจดจำเรื่องราวต่างๆได้เมื่อตื่นขึ้นมา โดยมีการตั้งข้อสังเกตว่าในช่วงก่อนเกิดเหตุ ถ้าเด็กประสบปัญหาอาการนอนไม่หลับหรือเหนื่อยล้า โอกาสของเด็กคนนั้นที่มีตอนเดินละเมอมีแนวโน้มมากกว่าปกติค่ะ สาเหตุของการเดินละเมอในเด็ก อาจมากจากปัจจัยเหล่านี้ เช่น กรรมพันธุ์ พบว่าการเดินละเมอในครอบครัวที่มีประวัติการละเมอบ่อยครั้ง โดยเฉพาะพ่อและแม่ที่นอนละเมอ ทำให้ลูกมีโอกาสนอนละเอมเช่นกันค่ะ การอดนอน นอนไม่หลับ หรือถูกรบกวนการนอนหลับเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของการเดินละเมอ รูปแบบการนอนหลับที่ผิดปกติ ความผิดปกติเกี่ยวกับการหายใจในระหว่างนอนหลับ ผลกระทบหยุดหายใจระยะเวลาสั้นๆในช่วงกลางคืน การใช้สารหรือยาบางชนิด ที่ส่งผลต่อการนอนหลับของเด็ก ความวิตกกังวล ความเครียดที่ส่งผลกระทบต่อเด็กๆ มีประวัติอาการบาดเจ็บที่ศีรษะ ร่างกายทำงานไม่เป็นปกติ กลุ่มอาการขาอยู่ไม่สุข เช่น ขาอยู่ไม่สุขเป็นอาการที่ส่งผลกระทบต่อระบบประสาทส่วนกลาง การเคลื่อนไหวที่ผิดปกติอาจเป็นสาเหตุของการเดินละเมอ อาการของการเดินละเมอ ส่วนใหญ่เมื่อได้ยินคำว่าละเมอเดินสิ่งแรกที่คิดคือการเดินระหว่างการนอนหลับ อย่างไรก็ตามการเดินในขณะนอนหลับไม่ได้เป็นสัญญาณเดียวของความผิดปกตินี้ อาการแสดงของการละเมอที่เป็นสัญญาณที่พบได้บ่อยที่สุดในเด็ก...

หูชั้นกลางอักเสบเฉียบพลันในเด็ก

หูชั้นกลางอักเสบเฉียบพลันในเด็กพบบ่อยในเด็กอายุ 6 เดือนถึง 2 ปี เนื่องจากภูมิต้านทานยังน้อยและยังเจริญไม่เต็มที่ และมักเกิดร่วมกับโรคเด็กเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ เช่น โรคหวัด โรคเยื่อบุจมูกอักเสบ รวมถึงการสั่งน้ำมูกแรงๆ การดำน้ำการว่ายน้ำที่มีการอักเสบของหู เป็นต้น ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาส่งผลให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง หรือหูน้ำหนวก แก้วหูทะลุและภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ค่ะ โรคหูชั้นกลางอักเสบเฉียบพลันเกิดจากการติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียในหูชั้นกลาง เนื่องจากท่อยูสเตเชียนของเด็กมีขนาดเล็กและอยู่ในแนวขนานกับแนวราบทำให้มีแนวโน้มที่จะติดเชื้อได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่ค่ะ ส่งผลให้เกิดมูกเหลวภายในหูชั้นกลาง เด็กส่วนใหญ่ที่มีหูชั้นกลางอักเสบเฉียบพลันจะบ่นปวดหูและอาการอื่นๆ ได้แก่ หงุดหงิด ร้องไห้กระวนกระวาย พร้อมดึงหูข้างตัวเองบ่อยๆ ปวดแน่นๆภายในหูโดยเฉพาะเวลาที่นอนหงาย หรือมีเสียงดังในหู มีไข้สูงมากกว่า 38 องศาเซลเซียส คลื่นไส้อาเจียน มีปัญหาในการได้ยินหรือมีการตอบสนองต่อเสียงต่างๆช้า เป็นตัน ซึ่งอาการเหล่านี้จะลดลงเมื่อเยื่อแก้วหูทะลุ และมีหนองไหลออกมาแล้วค่ะ การรักษาหูชั้นกลางอักเสบเฉียบพลันในเด็กนั้นขึ้นอย่กับอายุและความรุนแรงของเด็ก โดยเบื้องต้นแพทย์จะทำการรักษาด้วยการให้ทานยาแก้ปวดลดไข้เพื่อบรรเทาอาการปวด ลดไข้ และยาปฏิชีวนะเพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรียรักษาการอักเสบอย่างน้อย 10 - 14 วัน ในกรณีที่มีอาการรุนแรงไม่ตอบสนองการรักษาด้วยยาจนทำให้มีของเหลวคั่งในหูส่วนกลาง แพทย์ทำการรักษาด้วยการผ่าตัดโพรงกระดูกมาสตอยด์หรือการเจาะเยื่อแก้วหู ร่วมกับการทานยาเพื่อระบายหนองในหูชั้นกลางออกลดอาการปวดหูค่ะ การป้องกันหูชั้นกลางอักเสบเฉียบพลันในเด็ก เริ่มต้นด้วยการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ค่ะ เนื่องนมแม่มีสารอาหารมากมายช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันจากการติดเชื้อต่างๆได้ค่ะ การรับวัคซีนให้ตรงตามกำหนดจะช่วยให้ภูมิคุ้มกันของเด็กแข็งแรงมากขึ้น และคุณพ่อคุณแม่ควรหลีกเลี่ยงการพาลูกอยู่ใกล้ชิดผู้ป่วยที่เป็นหวัด เนื่องจากโรคหวัดสาเหตุต้นๆของการเกิดโรคหูชั้นกลางอักเสบเฉียบพลันค่ะ เมื่อพบว่าลูกมีอาการที่สงสัยว่าอาจเป็นโรคหูชั้นกลางอักเสบ หรือเป็นหวัดนานเกินหนึ่งสัปดาห์ ควรพาเด็กไปพบแพทย์ที่ตรวจวินิจฉัยโรคที่ถูกต้องค่ะ ในกรณีที่ลูกป่วยเป็นโรคหูชั้นกลางอักเสบควรหลีกเลี่ยงการว่ายน้ำจนกว่าจะหายดีค่ะ นอกจากนี้ทุกครั้งที่ลูกน้อยเจ็บป่วยหรือไม่สบายตัว คุณพ่อคุณแม่ควรสังเกตหากลูกร้องกวน หรือไม่ยอมดูดนมบางครั้งอาจมีไข้ตัวร้อนร่วมด้วย...

ภาวะลำไส้แปรปรวน

อาการไม่สบายตัวของลูกๆมักสร้างความไม่สบายใจให้กับคุณพ่อคุณแม่ เพราะเราทุกคนอยากเห็นลูกแข็งแรงสุขภาพดีสมวัยค่ะ  แต่อาการเจ็บไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไรและมีอาการอย่างไร โดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินอาหารปัญหาสุขภาพที่พบบ่อยในเด็กค่ะ เช่น ปวดท้อง แน่นท้อง ท้องผูก ท้องเสีย อาหารไม่ย่อย เป็นต้น ดังนั้นวันนี้เราจะพาคุณพ่อคุณแม่มารู้จักกับภาวะลำไส้แปรปรวน ปัญหาสุขภาพที่พบบ่อยในเด็กค่ะ ภาวะลำไส้แปรปรวน(ไอบีเอส) ไม่ใช่โรคแต่เป็นกลุ่มอาการที่เกิดขึ้นพร้อมกัน เป็นภาวะที่เป็นปัญหาเกี่ยวกับระบบขับถ่ายทำให้เกิดอาการไม่สบายท้อง แน่นท้อง ปวดท้อง ท้องผูก ท้องเสีย คลื่นไส้ เป็นต้น ซึ่งยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของการเกิดภาวะลำไส้แปรปรวนค่ะ เบื้องต้นพบว่าเกิดการหดตัวของกล้ามเนื้อในลำไส้ผิดปกติ มีความผิดปกติในการควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อของลำไส้และสมอง การติดเชื้อแบคทีเรีย ความเครียด ความวิตกกังวล เป็นต้น อาการของภาวะลำไส้แปรปรวนที่เด่นชัดคือ อาการปวดท้องบริเวณกลางท้องหรือช่องท้องส่วนล่างและอาการอื่นที่พบได้แก่ แน่นท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ มีแก๊สในท้องมาก ท้องเสีย ท้องผูก ท้องผูกสลับกับท้องเสีย อุจจาระไม่สุด อั้นอุจจาระไม่อยู่ และเด็กบางรายพบอาการคลื่นไส้ ปวดศีรษะร่วมด้วย เป็นต้น ซึ่งอาการปวดท้องมักจะดีขึ้นเมื่อได้ขับถ่าย นอกจากนี้หากพบอาการผิดปกติอื่นๆ เช่น อุจจาระมีเลือดปน  ฯลฯ ควรรีบพาลูกพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและทำการรักษาที่ถูกต้องต่อไปค่ะ การวินิจฉัยภาวะลำไส้แปรปรวนในเด็ก แพทย์จะทำการสอบถามประวัติเบื้องต้นเช่น ในระยะ 6 เดือนที่ผ่านมา ลูกของคุณมีอาการเกี่ยวกับสำไส้หรือไม่ ถ่ายเป็นเลือด น้ำหนักลง...

แผลในกระเพาะอาหาร

แผลในกระเพาะอาหารในเด็กสามารถเกิดขึ้นได้เช่นเดียวกับผู้ใหญ่ค่ะ ซึ่งหลายคนเชื่อว่าปัญหานี้เกิดจากการกินอาหารรสเผ็ดหรืออาหารมากเกินไป แผลในกระเพาะอาหารจะมีสาเหตุจากอะไร อาการและการรักษาอย่างไร วันนี้เราจะมาหาคำตอบกันค่ะ แผลในกระเพาะอาหารเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในเด็ก ซึ่งเกิดการอักเสบบริเวณเยื่อบุของกระเพาะอาหาร หลอดอาหารหรือลำไส้เล็กส่วนต้น ทำให้เกิดอาการปวดและมีเลือดออกในกระเพาอาหาร โดยมีสาเหตุมาจากการหลั่งกรดในกระเพาะอาหารที่มากกว่าปกติ ส่งผลให้เกิดการระคายเคืองเยื่อบุกระเพาะอาหารหรือลำไส้ การติดเชื้อแบคทีเรีย ยาแก้ปวดต้านการอักเสบในกลุ่มแอสไพริน ไอบูโปรเฟน เป็นต้น และยังรวมถึงสภาวะความเครียดหรือเกี่ยวข้องกับพันธุกรรมก็ได้ อาการของโรคแผลในกระเพาะอาหารที่พบได้แก่ ปวดท้องเป็นๆหายๆและอาการแย่ลงในเวลากลางคืนหรือเมื่อท้องว่าง เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน อาหารไม่ย่อย ในบางรายที่มีอาการรุนแรงพบการอาเจียนเป็นเลือดหรือถ่ายสีดำ เป็นต้น การรักษาแผลในกระเพาะอาหารมีหลายวิธีอยู่กับความรุนแรง และสาเหตุของการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร ซึ่งมีด้วยกันหลายวิธีดัง เช่น ในการรักษาช่วงแรกแพทย์จะให้การรักษาด้วยยาก่อน เช่น ยาเคลือบกระเพาะ ยาลดกรด เป็นต้น เพื่อยับยั้งการสร้างกรดและรักษาแผลในกระเพาะอาหาร หยุดการใช้ยาบางชนิดที่อาจทำให้เกิดแผล เช่น แอสไพริน ไอบูโปรเฟน เป็นต้น หากอาการไม่ดีขึ้นหรือร่างกายไม่ตอบสนองการรักษาด้วยการทานยาดังกล่าว แพทย์ส่องกล้องทางเดินอาหารเพื่อพิจารณารักษาในขั้นตอนต่อไปค่ะ นอกจากนี้โรคแผลในกระเพาะอาหาร หากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการรักษาจะทำให้อาการรุนแรงและอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆได้ ได้แก่ มีเลือดออกภายในช่องท้อง ส่งผลให้หายใจหอบเหนื่อย เวียนศีรษะ หัวใจเต้นแรง อาเจียนเป็นเลือดและถ่ายอุจาระสีดำ อวัยวะภายในช่องท้องทะลุและอาจทำให้เกิดการติดเชื้อได้ ทางเดินอาหารอุดตัน เป็นต้น วิธีการป้องกันเพื่อลดความเสี่ยงการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร สามารถเริ่มต้นด้วยการปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร ได้แก่ รับประทานอาหารครบ 3...

สัญญาณเตือนของปัญหาการมองเห็นในเด็ก

สวัสดีค่ะ วันนี้เราจะมาพูดคุยในเรื่องราวของสัญญาณเตือน ลูกน้อยของคุณอาจมีปัญหาการมองเห็น ซึ่งจะมีวิธีการสังเกตและรับมืออย่างไร หากลูกน้อยของคุณกำลังประสบกับปัญหาการมองเห็นค่ะ การมองเห็นของเด็กๆนั้นมีความแตกต่างกันในแต่ละช่วงวัย ได้แก่ เด็กทารกแรกเกิด 2 - 3 วันแรก ยังมองไม่เห็นและไม่สามารถโฟกัสได้ค่ะ คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องตกใจไปค่ะ เนื่องจากดวงตาและระบบภาพของทารกยังไม่พัฒนาเต็มที่ อาจจะเห็นแบบรางๆเท่านั้นค่ะ อายุ 1 เดือนแรกของลูกน้อย ดวงตาเริ่มทำงานร่วมกันและการมองเห็นดีขึ้น ซึ่งอาจจะมีอาการตาเหล่แสดงให้เห็นซึ่งภาวะนี้จะหายไปเมื่ออายุ 2-3 เดือนค่ะ และเป็นช่วงวัยที่คุณแม่สามารถกระตุ้นพัฒนาการมองเห็นของลูกน้อยได้ เช่น การแขวนปลาตะเพียนสีสั้นสดใส เป็นต้น อายุ 2 - 3 เดือน เด็กๆเริ่มกลอกตาซ้ายขวาได้ ติดตามการเคลื่อนไหวของวัตถุ และเอื้อมมือไปหาสิ่งของ ยิ้มตอบสนองเมื่อคุณยิ้มค่ะ อายุ 4 - 8 เดือน เด็กจะเห็นภาพได้คมชัดขึ้นใกล้เคียงกับสายตาของผู้ใหญ่ ควบคู่กับการใช้มือหยิบจับ และเด็กส่วนใหญ่เริ่มคลานเมื่ออายุได้ประมาณ 8 เดือน ซึ่งจะช่วยพัฒนาการประสานงานระหว่างตาและเท้า อายุ 9 - 12 การทำงานของมือที่ประสานกับการทำงานของตาได้ดีขึ้น หยิบจับวัตถุด้วยนิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ สามารถตัดสินระยะทางได้ค่อนข้างดีและโยนสิ่งของด้วยความแม่นยำ อายุ 1 - 2 ปี...
3แฟนคลับชอบ
2,103ผู้ติดตามติดตาม
1,591ผู้ติดตามติดตาม
- Advertisement -

เรื่องน่าอ่าน