โรคหัดเยอรมัน(rubella)

โรคหัดเยอรมันโรคหัดเยอรมันในเด็กไม่น่ากลัวอย่างที่คิด เนื่องจากโรคนี้ไม่ใช่โรคร้ายแรงที่เกิดกับคนทั่วไปและความรุนแรงน้อยกว่าหัดค่ะ สามารถป้องกันและรักษาได้ค่ะ อย่างไรก็ตามอาจเป็นอันตรายสำหรับหญิงตั้งครรภ์ค่ะ บทความนี้ได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับโรคหัดเยอรมัน สาเหตุ อาการและการรักษาโรคหัดเยอรมันค่ะ โรคหัดเยอรมัน คืออะไร หัดเยอรมัน หรือในประเทศไทยเรียกว่า เหือด(Rubella) เกิดจากเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า รูเบลลา เชื้อไวรัสนี้จะอยู่ในสารคัดหลั่งน้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย พบได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ โรคหัดเยอรมันมีความคล้ายคลึงกับโรคหัดหรือไข้ออกผื่น แต่มีความรุนแรงและภาวะแทรกซ้อนน้อยกว่าหัด สามารถติดต่อได้โดยการ ไอ จาม หรือหายใจรดกัน เช่นเดียวกับไข้หวัดหรือหัด ซึ่งมีระยะฟักตัว 14 - 21 วันหลังได้รับเชื้อไวรัส โรคนี้ไม่ใช่โรคร้ายแรงมักจะหายได้เองโดยไม่มีโรคแทรกซ้อนที่รุนแรง แต่ถ้าในกรณีที่เกิดในคุณแม่ตั้งครรภ์ระยะ 3 - 4 เดือนแรก เชื้ออาจแพร่กระจายเข้าทารกในครรภ์ ทำให้ทารกมีอวัยวะต่างๆผิดปกติได้ตั้งแต่กำเนิดได้ค่ะ โรคหัดเยอรมันนี้เป็นแล้วจะไม่กลับมาเป็นซ้ำอีกค่ะ อาการของโรคหัดเยอรมันในเด็ก โรคหัดเยอรมันมีความคล้ายคลึงกับไข้หวัด โดยมีไข้ต่ำถึงปานกลาง ต่อมน้ำเหลืองโต โดยเฉพาะบริเวณคอ ท้ายทอย และหลังหู ร่วมกับมีผื่นเล็กๆสีแดง หรือสีชมพูอ่อนขึ้นที่ใบหน้าก่อนจะลามลงมาตามผิวหนังส่วนอื่นๆ เช่น...

โรคไข้ละอองฟาง

สวัสดีค่ะ บทความนี้เราจะพาคุณพ่อคุณแม่มารู้จักกับไข้ละอองฟาง สาเหตุและการดูแลรักษาอย่างไร ไข้ละอองฟาง(Hay fever) หรือโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ หรือที่เรียกกับว่า โรคแพ้อากาศ ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากภูมิแพ้เยื่อบุภายในโพรงจมูก เป็นการอักเสบของเยื่อบุจมูกชนิดไม่มีการติดเชื้อ โดยการหายใจรับสารก่อภูมิแพ้เข้าไป และสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดทั้งปี ทำไมถึงเรียกว่า “ไข้ละอองฟาง” เนื่องจากสารที่ก่อภูมิแพ้ทำให้เยื่อบุโพรงจมูกอักเสบนั้น ส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากละอองฟาง ละอองดอกหญ้า ละอองหญ้าแห้ง ละอองเกสรดอกไม้ ไรฝุ่น เป็นต้น และปัจจัยอื่นๆที่เสี่ยงให้เกิดโรคไข้ละอองฟอง ได้แก่ กรรมพันธ์ โดยมักพบประวัติของคนในครอบครัวเป็นโรคภูมิแพ้ชนิดนั้น ผู้ป่วยโรคหืด หรือโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง ความผิดปกติของโพรงจมูกที่ส่งผลต่อการหายใจของผู้ป่วย สภาวะแวดล้อมที่มีสารก่อโรคภูมิแพ้ อุณหภูมิที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วส่งผลต่อโพรงจมูกการหายใจ นอกจากนี้โรคไข้ละอองฟอง ยังเป็นสาเหตุหนึ่งที่ก่อให้เกิดโรคอื่นๆได้ เช่น โรคไซนัสอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ ภาวะอุดกลั้นทางเดินหายใจ เป็นต้น อาการโรคไข้ละอองฟาง อาจมีอาการต่างๆ ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีครบทุกอาการ ได้แก่ อาการทั่วไป เช่น ไข้ อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ เป็นต้น อาการส่งผลกระทบทางจมูก เช่น คันจมูก การจามบ่อยครั้ง คัดจมูก น้ำมูกไหลปิดกั้นจมูก (จมูกหนึ่งหรือทั้งสองข้าง) เป็นต้น อาการส่งผลกระทบทางตา เช่น...

ผดร้อนในทารก

ผดร้อนในทารก  ผดร้อนที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเรื่องธรรมดาในเด็กและทารกเนื่องด้วยประเทศไทยเป็นเมืองร้อน แม้ว่าผดร้อนจะสร้างความน่ารำคาญแต่ก็สามารถรักษาได้ ดังนั้นบทความนี้เราจะมาเรียนรู้ผดผื่นร้อนในเด็กทารกรวมถึงวิธีการดูแลรักษา ผดผื่นร้อนคืออะไร ผื่นความร้อนเรียกอีกอย่างว่า ผื่นฤดูร้อนหรือผด, Heat rash, Prickly Heat หรือ Miliaria เป็นผดผื่นเล็กๆมีสีแดงสามารถขึ้นในส่วนต่างๆของร่างกาย โดยผดเหล่านี้มักกจะเกิดขึ้นในช่วงที่มีอากาศร้อนหรืออากาศอบอ้าวสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ซึ่งส่วนใหญ่มักจะขึ้นในบริเวณ คอ หน้าอก ก้น ท้อง และบริเวณที่มีการเสียดสีกัน เช่น ข้อพับแจน รักแร้ เป็นต้น ผดร้อนเป็นอาการทางผิวหนังที่ไม่อันตรายสามารถรักษาให้หายได้ค่ะ แต่ก็อาจจะก่อให้เกิดอาการคันหรือแสบทำให้เกิดความรู้สึกไม่สบายเพียงเล็กน้อยกับลูกของคุณค่ะ สาเหตุของผดผื่น ผดผื่นจากอาการร้อนจะปรากฏขึ้นหากลูกน้อยของคุณเหงื่อออกมาก เนื่องจากเหงื่อออกมากเกินไปทำให้รูขุมขนอุดตันและเหงื่อไม่สามารถออกมาได้ เด็กและทารกจะมีผดผื่นเนื่องจากรูขุมขนเล็กลงเมื่อเทียบกับผู้ใหญ่ และสามารถเกิดขึ้นได้ในช่วงฤดูหนาวหากลูกน้อยของคุณมีไข้หรือหากคุณสวมใส่เสื้อผ้าหลายชั้นทำให้เกิดการอับชื้นในบริเวณนั้น การรักษาผดร้อนในทารก การรักษาผดร้อนนั้นไม่มีการรักษาที่เฉพาะเจาะจงโดยเฉพาะ แต่สิ่งที่คุณแม่สามารถทำได้เพื่อให้ลูกน้อยของคุณผ่อนคลายจากอาการที่เกิดขึ้นค่ะ ได้แก่ การลดความร้อน โดยการถอดเสื้อผ้าของทารกเพื่อคลายความร้อยให้กับผิวหนัง การอาบน้ำในน้ำเย็นเพื่อกำจัดเหงื่อและล้างรูขุมขนค่ะไม่ควรใช้ขี้ผึ้งหรือครีมสำหรับผดผื่นเว้นแต่ว่าแพทย์แนะนำเท่านั้น รวมถึงการสวมใส่เสื้อผ้าให้เหมาะกบสภาพอากาศค่ะ เพื่อให้ผิวหนังของลูกน้อยสัมผัสกับอากาศธรรมชาติมากที่สุดค่ะ วิธีป้องกันผดผื่น   การป้องกันไม่ให้เกิดผดผื่นคันที่พบบ่อยในเด็กทารก ซึ่งคุณสามารถทำได้ดังนี้ หลีกเลี่ยงการสัมผัสอากาศร้อนจัด หรือสถานที่อบอ้าว สวมใส่สบาย ระบายอากาศได้ดี เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมโดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อน เนื่องจากคอ รักแร้ และข้อพับต่างๆมักเกิดผดร้อนได้ง่าย คุณแม่ควรดูแลให้บริเวณดังกล่าวแห้งหรือมีเหงื่อไหลออกมามากเกินไปค่ะ วันที่มีอากาศร้อนมากควรให้ลูกนอนหลับในห้องปรับอากาศหรือมีพัดลม แต่ไม่ควรจี้โดนตัวโดยตรงค่ะ เพียงให้แน่ใจว่าสายลมอ่อนโยนมาถึงพวกเขาในขณะที่พวกเขานอนหลับก็เพียงพอค่ะ การผดร้อนในทารกเกิดขึ้นง่ายมากค่ะ และลูกน้อยไม่สามารถสื่อสารหรือแสดงความรู้สึกไม่สบายได้ในช่วงที่มีอาการผื่นแดง คุณแม่ควรหมั่นดูแลอยู่เสมอค่ะ เพื่อช่วยให้ลูกขอคุณรู้สึกสบายตัวมากขึ้นค่ะ

ลูกท้องเสียควรทำอย่างไร

ลูกท้องเสียควรทำอย่างไรจากคำโบราณที่กล่าวว่า "ลูกท้องเสียเพราะยืดตัวหรือเพราะลูกเปลี่ยนอิริยาบถ" นั้น แอดมินเชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่หลายท่านคงเคยได้ยินมาบ้าง และจากความเชื่อดังกล่าวอาจทำให้คุณแม่ประมาทและชะล่าใจ เพราะคิดว่าเป็นเรื่องปกติซึ่งอาจทำให้เกิดอันตรายจากภาวะขาดน้ำและพลังงานจนช็อคได้ค่ะอาการท้องเสียในเด็กเกิดจากการได้รับเชื้อโรคเข้าไปในร่างกายผ่านช่องทางต่างๆ การแพ้อาหาร เช่น การแพ้โปรตีนนมวัว ฯลฯ การติดเชื้อโรค เช่น ไวรัส แบคทีเรีย พยาธิ ฯลฯ โรคติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร ภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานมากผิดปกติ ผลจากยาปฏิชีวนะบางตัว เป็นต้น ซึ่งสามารถดูแลและป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีกได้ค่ะ ลูกท้องเสียควรทำอย่างไร อาการที่จะบ่งบอกว่าลูกท้องเสีย การถ่ายอุจจาระเหลวหรือถ่ายเป็นน้ำจำนวน 3 ครั้งขึ้นไปในหนึ่งวัน ปกติอาการท้องเสียชนิดเฉียบพลันในทารกส่วนใหญ่จะหายได้ภายใน 2-3 วันค่ะ แต่ถ้าหากพบว่าลูกน้อยมีอาการอย่างอื่นร่วมด้วย เช่น อาเจียนบ่อย อุจาระมีลักษณะเป็นน้ำซาวข้าว กลิ่นเหม็นเน่าเหม็นคาว มีไข้สูงหรือมีอาการชัก หายใจหอบลึก ไม่ยอมกินนมหรือกินอาหาร ถ่ายอุจจาระเป็นน้ำมากกว่า 10 ครั้งต่อวัน ในเด็กโตที่ดื่มสารละลายเกลือแร่แล้ว แต่ยังซึมหรืออ่อนเพลีย คุณพ่อคุณแม่ควรพาลูกไปพบแพทย์ทันทีค่ะ เพื่อจะได้ตรวจร่างกายโดยละเอียดหรือส่งตรวจเกี่ยวกับช่องท้องและอุจจาระเพิ่มเติมค่ะ ภาวะขาดน้ำจากท้องเสียชนิดเฉียบพลัน...

ทารกถ่ายเหลวเป็นน้ำ ผิดปกติหรือไม่

ทารกถ่ายเหลวเป็นน้ำผิดปกติหรือไม่วันนี้เราจะมาหาตอบพร้อมกันค่ะ เพราะเราเข้าใจว่าการเจ็บป่วยหรืออาการที่ผิดปกติของลูกน้อย มักสร้างความกังวลและความไม่สบายใจให้กับคุณพ่อคุณแม่ ดังนั้นเราจะมีวิธีการสังเกตรวมถึงวิธีการดูแลลูกน้อยอย่างไร บทความนี้เรามีข้อมูลดีๆมาฝากค่ะ โดยปกติการขับถ่ายอุจจาระของเด็กแต่ละคนจะมีความแตกต่างกันไปค่ะ ลักษณะของอุจจาระรวมถึงความถี่ในการขับถ่ายค่ะ ในเด็กทารกแรกเกิดระบบการทำงานของร่ายกาย รวมถึงสำไส้ยังมีการพัฒนาหรือทำงานได้ไม่เต็มที่เมื่อเปรียบเทียบกับเด็กช่วงวัยอื่นๆค่ะ และด้วยเหตุนี้การขับถ่ายอุจจาระจึงมีลักษณะเหลวสีเหลืองน้ำตาลและคล้ายกับมัสตาร์ด หรือขับถ่ายไม่เกิน 5 ครั้งต่อวัน เพราะเด็กทารกรับประทานเพียงนมเท่านั้นและสำไส้ไม่สามารถดูดซึมสารอาหารและน้ำจึงทำให้อุจจาระยังไม่จับตัวกันเป็นก้อนค่ะ แต่ถึงอย่างไรคุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ควรวางใจเกี่ยวกับการขับถ่ายของลูกน้อยค่ะ เพราะในเด็กบางรายอาจมีอาการท้องร่วงได้เช่นกันค่ะ โดยลักษณะอาการท้องเสียในเด็กทารกสามารถสังเกตได้ดังนี้ค่ะ อุจจาระเหลวเป็นน้ำมากกว่า 6 - 8 ครั้งต่อวัน อุจจาระไหลพุ่งออกมา มีมูกหรือเลือดปน หรือมีไข้ร่วมด้วยค่ะ การดูแลลูกน้อยอุจจาระเหลว- หากลูกน้อยถ่ายเหลวเนื่องจากอาการท้องเสียนานเกิน 6 ชั่วโมง ควรรีบพาไปพบแพทย์ทันทีค่ะ- หากลูกมีอาการท้องร่วงและอาเจียนหรือมีไข้ร่วมด้วย ควรรีบพาไปพบแพทย์ทันทีค่ะ เพราะอาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อค่ะ- สำหรับเด็กที่กินนมแม่อย่าหยุดให้นมลูกค่ะสามารถให้นมอย่างต่อเนื่องได้ค่ะ- เพื่อป้องกันการขาดน้ำและเกลือแร่ในร่างกายให้ลูกดื่มน้ำเกลือแร่ค่ะ - คุณพ่อคุณแม่ควรระมัดระวังเรื่องความสะอาด ล้างมือทุกครั้งหลังเปลี่ยนผ้าอ้อมหรือหลังออกจากห้องน้ำทุกครั้งค่ะ รวมทั้งความสะอาดของขวดนมและอุปกรณ์สำหรับลูกน้อยค่ะ ลูกถ่ายเหลวแบบไหนที่ต้องพบแพทย์ท้องเสียและอุจจาระเป็นน้ำในทารก มีความจำเป็นที่ต้องระมัดระวังและควรพาลูกน้อยไปพบแพทย์หากแสดงอาการเหล่านี้- เมือกในอุจจาระ หากพบว่าอุจจาระมีลักษณะมูกหรือเมือกคล้ายวงหวนรอบๆอุจจาระ- การเปลี่ยนสีและกลิ่น อุจจาระอาจเปลี่ยนเป็นสีเขียวและมีกลิ่นเหม็น ในบางครั้งอาจดูเป็นฟองค่ะ- เลือดในอุจจาระ อาจมีจุดหรือมีเลือดปนออกมาและอาจมีไข้ร่วมด้วยซึ่งแสดงถึงการติดเชื้อ- อาการขาดน้ำ ซึ่งมักจะแสดงอาการดังนี้ ปัสสาวะน้อยลง ปากแห้ง อ่อนเพลีย ซึ่งอาจน้ำไปสู่อาการขาดน้ำอย่างรุนแรงทำให้ช็อกได้ค่ะ ดังนั้นการดูแลเอาใจใส่และหมั่นสังเกตอาการที่เกิดขึ้นกับลูกน้อยเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นที่ต้องกระทำค่ะ เพื่อป้องกันการเกิดโรคและอาการแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ค่ะ

5 โรค ควรระวังในเด็กแรกเกิด

5 โรค ควรระวังในเด็กแรกเกิด สวัสดีค่ะ คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ทุกท่านค่ะ ลูกน้อยเปรียบเสมือนเป็นแก้วตาดวงใจเมื่อเกิดมาก็ย่อมปรารถนาให้ลูกมีสุขภาพที่แข็งแรงสมบูรณ์ครบสามสิบสองค่ะ แต่การเจ็บป่วยสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนและทุกช่วงวัยแม้ว่าลูกน้อยจะเพิ่งเกิดก็ยังมีโอกาสเจ็บป่วยได้เช่นกันค่ะ ดังนั้นบทความนี้แอดมินจะพาคุณพ่อคุณแม่มารู้จักกับโรคที่พบบ่อยในเด็กแรกเกิดค่ะ ภาวะตัวเหลืองในทารกแรกเกิด ภาวะตัวเหลืองในทารกแรกเกิดพบในเด็กทุกคนแต่อาจจะมากหรือน้อยบ้าง โดยมักจะพบในช่วง 3 - 5 วันแรกหลังคลอด ทารกที่คลอดก่อนกำหนด ทารกที่มีกรุ๊ปเลือดไม่ตรงกับคุณแม่ ทารกที่เจ็บป่วยเป็นโรคหรือเกิดขึ้นจากการแตกของเม็ดเลือดแดง รวมถึงคุณแม่ที่ประวัติเกี่ยวกับบุตรที่ต้องได้รับการส่องไฟ เพื่อรักษาภาวะตัวเหลืองในทารกมาก่อน และจะค่อยๆเหลืองน้อยลงจนหายไปได้เองค่ะ แต่ในบางกรณีที่มีภาวะตัวเหลืองผิดปกติหรือตัวเหลืองจากโรค ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ต้องสังเกตลูกน้อยว่า มีภาวะเหลืองมากหรือไม่ โดยการกดที่ผิวของลูกจะเห็นบริเวณที่กดเป็นสีเหลืองชั้นขึ้น ซึ่งอาจมีอาการอื่นๆร่วมด้วย เช่น ตาขาวเป็นสีเหลือง เหงือกเหลือง ฝ่ามือหรือฝ่าเท้าเหลือง ปัสสาวะมีสีเหลืองเข้มซึ่งปกติปัสสาวะของเด็กแรกเกิดจะไม่มีสี เป็นต้น หากพบว่าลูกมีอาการดังกล่าวหรือสงสัยว่าลูกมีภาวะตัวเหลือง คุณพ่อคุณแม่ควรรีบพาลูกมาพบแพทย์เพื่อทำการประเมินและตรวจร่างกายซ้ำว่าเป็นอันตรายต่อทารกหรือไม่ค่ะ หากลูกมีภาวะตัวเหลืองมากในระดับที่เป็นพิษต่อเนื้อสมอง อาจก่อให้เกิดความผิดปกติทางสมองและระบบประสาท ทำให้ทารกมีอาการชัก หลังแอ่น แขนขามีอาการบิดเกร็ง พัฒนาการล่าช้า ระดับสติปัญญาลดลง ฯลฯ และหากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องอาจเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้ค่ะ โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด คือ ภาวะหัวใจล้มเหลวเป็นภาวะที่หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงเนื้อเยื้อต่างๆ ของร่างกายได้อย่างเพียงพอ และเป็นหนึ่งโรคที่พบบ่อยในทารกแรกเกิดเช่นกันค่ะ โดยมักพบอาการที่ทำให้สงสัยว่าอาจมีโรคหัวใจพิการ ซึ่งอาจตรวจไม่พบหรือแสดงอาการชัดเจนในช่วงหลังก็ได้ค่ะ เช่น ริมฝีปากเขียว มีภาวะซีดแบบเฉียบพลัน ตัว/มือและเท้าเย็น หายใจแรงและเร็ว ซี่โครงบาน หน้าอกบุ๋ม จมูกบาน...

ปัสสาวะเป็นเลือดในเด็ก

ลูกปัสสาวะปนเลือดอันตรายหรือไม่ และมีวิธีการรักษาอย่างไร วันนี้เราจะมาหาคำตอบไปพร้อมกันค่ะ ปัสสาวะปนเลือด(Hematuria) เป็นอาการที่ส่งผลต่อระบบทางเดินปัสสาวะ ขณะขับถ่ายปัสสาวะมีเม็ดเลือดปนออกมาด้วยโดยแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าเพราะมีเซลล์เม็ดเลือดแดงในปัสสาวะเพียงพอที่จะทำให้เห็นสีแดงได้ชัดเจน และไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าเนื่องจากสีของปัสสาวะไม่เปลี่ยนแปลงค่ะ ส่วนใหญ่จะทราบจากการตรวจพบโดยบังเอิญค่ะ อาการปัสสาวะเป็นเลือดในเด็ก อาการปัสสาวะเป็นเลือด มักจะไม่ทำให้เกิดความเจ็บปวดยกเว้นในกรณีที่มีเลือดมากเกินไปในปัสสาวะ การอุดตันของท่อทางเดินปัสสาวะ ทำให้เกิดความเจ็บปวดในบริเวณอุ้งเชิงกราน หรือในกรณีที่เกิดการติดเชื้อของไตหรือกระเพาะปัสสาวะ อาการเจ็บปวดจะเกิดขึ้นในตำแหน่งที่มีการติดเชื้อ หนาวสั่น คลื่นไส้ อาเจียน ปวดเหนือบริเวณขาหนีบหรือกระเพาะปัสสาวะในขณะที่กำลังปัสสาวะ ปัสสาวะบ่อยและมีกลิ่นเหม็น เป็นต้น สาเหตุของปัสสาวะเป็นเลือดในเด็ก สามารถเกิดได้จากหลากหลายสาเหตุค่ะ ได้แก่ การรับประทานอาหารที่มีเม็ดสีมาก เช่น บีทรูทและอาหารที่อุดมไปด้วยสีย้อมอาหารสีแดงซึ่งสามารถทำให้ปัสสาวะมีสีแดงได้ การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ การบาดเจ็บการออกกำลังกาย เนื้องอกในไตหรือกระเพาะปัสสาวะ การเจ็บป่วยจากโรคไตบางชนิดปัญหา เช่น โรคไตอักเสบส่งผลกระทบต่อการขับของเสียออกจากร่างกาย แคลเซียมมากเกินไป ปัสสาวะที่มีแคลเซียมในระดับสูงมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคนิ่วในไตได้ ภาวะแทรกซ้อนของภาวะปัสสาวะเป็นเลือดของเด็ก ซึ่งขึ้นอยู่กับสาเหตุที่เกิดขึ้นค่ะ เช่น การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะอาจทำให้เกินท่อปัญหาปัสสาวะตีบตัน ปัสสาวะไม่ออก เกิดนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ เกิดความเสียหายต่อท่อทางเดินปัสสาวะและกระเพาะปัสสาวะ เป็นต้น การรักษาอาการปัสสาวะเป็นเลือดในเด็ก เนื่องจากไม่มีการรักษาภาวะปัสสาวะเป็นเลือด ที่เฉพาะเจาะจง ดังนั้นจึงเป็นการรักษาตามอาการที่เกิดขึ้นค่ะ ดังนี้ การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ แพทย์จะเริ่มรักษาด้วยการใช้ยาปฏิชีวนะสำหรับการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ โรคนิ่วในไตหรือกระเพาะปัสสาวะ หากอาการไม่รุนแรงเกินไปการดื่มน้ำปริมาณมากร่วมกับการทานยา ซึ่งหากอาการมีความรุนแรงมากขึ้นแพทย์จะทำการรักษาด้วยด้วยคลื่นกระแทก (Shock Wave Therapy) เพื่อแบ่งนิ่วออกเป็นชิ้นเล็กๆค่ะ ...

โรคลมชักในเด็ก

ในปัจจุบันท่ามกลางปัญหาสุขภาพต่างๆที่ส่งผลกระทบต่อเด็กๆ และโรคลมชักเป็นอีกหนึ่งโรคที่เกิดขึ้นในเด็กและไม่ควรละเลยค่ะ เนื่องจากเป็นโรคทางระบบประสาทส่งผลต่อสุขภาพและพัฒนาการในด้านต่างๆของเด็กค่ะ วันนี้เราจะมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคลมชัก วิธีการรับมือและการรักษาที่ถูกวิธีไปพร้อมกันค่ะ โรคลมชักเป็นอาการที่เกิดจากความผิดปกติของคลื่นไฟฟ้าสมอง ส่งผลต่อการทำงานของระบบประสาททำให้ร่างกายเกิดการชักเกร็ง ปัจจุบันโรคลมขักในเด็กยังไม่ระบุแน่ชัดว่าเกิดจากสาเหตุใด ซึ่งมีหลายปัจจัยที่ทำให้เกิดอาการลมชักในเด็กได้ เช่น กรรมพันธุ์ เนื้องอกในสมอง ความพิการในสมองแต่กำเนิด สมองถูกกระทบกระเทือนอย่างแรง เป็นต้น โรคลมชักในเด็กจะส่งผลต่อการพัฒนาการของสมองของเด็กๆ ทั้งด้านร่างกายทางการเคลื่อนไหว การรับรู้ พฤติกรรมและอารมณ์ ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องอย่างรวดเร็วสมองของเด็กๆก็จะได้รับผลกระทบเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วยค่ะ อาการของโรคลมชักในเด็ก อาการและความรุนแรงของโรคลมชักในเด็กจะขึ้นอยู่กับคลื่นไฟฟ้าทางสมอง ซึ่งบางครั้งอาจทำให้คุณพ่อคุณแม่สังเกตอาการที่เกิดขึ้นได้ค่อนข้างยาก โดยอาการชักที่พบได้บ่อยในเด็ก ได้แก่ อาการชักแบบทั้งตัว ซึ่งมักจะแสดงอาการชักเกร็งกระตุกโดยที่เด็กไม่รู้ตัวนานกว่า 2-3 นาที และจำไม่ได้ว่าตัวเองมีอาการชักเกร็ง อาการชักแบบเหม่อลอยจะแสดงอาการเหม่อลอย นิ่งไปในระหว่างการพูดคุย เรียกไม่รู้สึกตัว และไม่มีการชักกระตุกของกล้ามเนื้อ ส่วนใหญ่พบในเด็กอายุ 5 - 10 ปีค่ะ การรักษาโรคลมชักในเด็ก เนื่องจากโรคลมชักในเด็กไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด ดังนั้นการรักษาจึงเป็นการให้ยากันชักอย่างต่อเนื่อง เพื่อปรับกระแสไฟฟ้าในสมองป้องกันการเกิดลมชัก ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ต้องให้ลูกทายยาสม่ำเสมอค่ะ เนื่องจากอาการชักเกร็งจะส่งผลต่อการพัฒนาการทางด้านต่างๆของเด็ก และในบางกรณีที่ดื้อยาร่างกายไม่ตอบสนองต่อยากันชักต้องรักษาโดยการผ่าตัดสมองในตำแหน่งที่มีความผิดปกติ ด้วยเทคโนโลยีทางด้านเทคนิคการแพทย์ในปัจจุบันสามารถค้นหาความผิดปกติของสมองจุดกำเนิดของลมชักได้อย่างแม่นยำ การปฐมพยาบาลเบื้องต้นเมื่อเด็กมีอาการชักเกร็งดังต่อไปนี้ จัดให้เด็กนอนราบกับพื้น ตะแคงศีรษะไปทางด้านข้าง ห้ามงัดปากเพื่อนำสิ่งของเข้าปากเพื่อป้องกันการกัดลิ้น เพราะจะทำให้เด็กดิ้นมากขึ้นอาจทำให้สิ่งของหลุดเข้าคอได้ หรือทำให้เด็กหายใใจไม่ออกได้ สังเกตว่าเด็กมีอาการชักนานกว่า 5 นาทีหรือไม่ ถ้านานกว่า 5 นาทีหรือชักซ้ำมากกว่า 1...

สาเหตุทั่วไปของอาการปวดท้องในเด็ก

อาการปวดท้องมักสร้างความทรมานให้กับลูกของคุณ และเป็นเรื่องยากที่เราจะเข้าให้ถึงสาเหตุของการปวดท้อง แม้ว่าในบางครั้งลูกอาจบอกได้ว่าปวดบริเวณส่วนไหนของท้อง เนื่องจากอาการปวดท้องสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุตั้งแต่การกินอาหารที่มากไปจนถึงการแพ้อาหารค่ะ ดังนั้นบทความนี้จะมาพูดถึงสาเหตุของอาการปวดท้องในเด็กที่พบบ่อยค่ะ สาเหตุทั่วไปของอาการปวดท้องที่พบบ่อยในเด็ก อาการท้องผูก เป็นสาเหตุของอาการปวดท้องที่พบบ่อยที่สุดในเด็ก เนื่องจากการดื่มน้ำน้อยระหว่างวัน การรับประทานอาหารที่มีกากใยน้อย และสัญญาณของอาการท้องผูกสังเกตได้จากพฤติกรรมการขับถ่ายลำบาก อุจจาระแข็ง เป็นต้น การบรรเทาอาการท้องผูกในเด็ก คุณแม่สามารถทำได้ด้วยการให้ลูกรับประทานอาหารที่ช่วยการอ่อนตัวของอุจจาระ เช่น น้ำลูกพรุน มะละกอสุก เป็นต้น ร่วมถึงการสวนก้นควรปรึกษาแพทย์ก่อนดำเนินการค่ะ อาการท้องผูกสามารถป้องกันได้ด้วยการรับประทานที่มีกากใยอาหารสูง ดื่มน้ำสะอาดมากๆ เป็นต้น ก๊าซในกระเพาะอาหารและลำไส้ อาการปวดท้องที่เกิดจากการสะสมก๊าซเป็นอีกปัญหาที่พบได้บ่อยในเด็ก โดยมีสาเหตุจากนิสัยการกินอาหารที่ไม่เหมาะสม ส่งผลให้เกิดการสะสมของก๊าซในกระเพาะอาหารและสำไส้ การบรรเทาอาการก๊าซในกระเพาะอาหารได้แก่ ในเด็กเล็กการเรอหลังจากดื่มนมทุกครั้งหรือการนวดที่ท้องเบาๆ ในกรณีของเด็กโตอาจให้รับประทานโปรไบโอติก ช่วยในการบรรเทาแก๊สโดยช่วยรักษาแบคทีเรียที่ดีในระบบย่อยอาหาร แพ้โปรตีนนมวัว อาการแพ้นมวัวในเด็กมักมีอาการปวดท้อง ท้องเสีย คลื่นไส้อาเจียน ผื่นแพ้ขึ้น เป็นต้น ในบางกรณีเมื่อเด็กมีอาการแพ้นมอย่างรุนแรงอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้ค่ะ เด็กที่มีอาการแพ้นมมักจะได้รับผลกระทบจากผลิตภัณฑ์นมอื่นๆเช่นกันค่ะ ดังนั้นนมถั่วเหลืองจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับเด็กที่มีอาการแพ้นม ในกรณีที่ลูกของคุณอาจแพ้นมวัวและนมถั่วเหลือง คุณควรปรึกษานักโภชนาการเพื่อทดแทนนมด้วยอาหารอื่น เพื่อตอบสนองความต้องการทางโภชนาการของเด็กค่ะ อาการเมารถ เด็กหลายคนมีอาการเมารถในการเดินทางระยะไกล ส่งผลให้เกิดอาการไม่สบายท้องหรือคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย เชื่อกันว่าอาการเมารถเกิดขึ้นระหว่างสิ่งที่เห็นภายนอกและอวัยวะที่ไวต่อการเคลื่อนไหวของร่างกายไม่สัมพันธ์กัน และปัญหานี้สามารถหลีกเลี่ยงได้โดยการหยุดพักระหว่างการเดินทางบนท้องถนน เพื่อรับอากาศบริสุทธิ์และรับประทานอาหารที่เบา และสร้างความสดชื่นระหว่างการเดินทางค่ะ อาการปวดท้องในเด็ก ถือเป็นเรื่องปกติ แต่มักทำให้พ่อแม่กังวลใจมากเมื่อทำให้ลูกต้องทนทุกข์ทรมาน ดังนั้นการเข้าใจถึงสาเหตุเบื้องต้นของอาการปวดท้องในเด็ก ก็จะเป็นการป้องกันหรือบรรเทาอาการในเบื้องต้นของลูกของคุณได้ค่ะ

แนวทางดูแลป้องกันเด็กจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5

แนวทางดูแลป้องกันเด็กจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขกำหนดแนวทางการดูแลเด็กกลุ่มเสี่ยงและเด็กที่มีโรคประจำตัว เพื่อป้องกันปัญหามลพิษทางอากาศ เนื่องจากในขณะนี้ประเทศไทยหลายพื้นที่ กำลังประสบปัญหามลพิษทางอากาศ ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ถ้าหากได้รับมลพิษทางอากาศในปริมาณมากอาจเสี่ยงต่อโรคเรื่องรังในระยะยาวได้ เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคระบบทางเดินหายใจ โรคปอดอักเสบ รวมทั้งยังส่งผลกระทบต่อพัฒนาการทางระบบประสาท ความรู้ความสามารถทางสติปัญญาของเด็กได้ เพราะเด็กเล็กการเจริญเติบโตของร่างกายในเด็กยังพัฒนาไม่เต็มที่ ระบบภูมิต้านทานอ่อนแอ อัตราการหายใจถี่กว่าผู้ใหญ่ซึ่งส่งผลให้เด็กเล็กรับฝุ่นละอองนี้ได้เร็วกว่าผู้ใหญ่ค่ะ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ ผู้ปกครองและครูพี่เลี้ยงควรดูแลเด็กและสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดค่ะ ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 คือฝุ่นที่มีขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน หรือขนาดประมาณ 1 ใน 25 ส่วนของเส้นผ่านศูนย์กลางของเส้นผมหรือครึ่งหนึ่งของขนาดเม็ดเลือด สามารถลอยในอากาศได้นานและไกลถึง 10 กิโลเมตร หากมีการสัมผัสในปริมาณมากอาจเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อหลังในระยะยาว เช่น โรคมะเร็ง โรคปอด โรคระบบทางเดินหายใจ เป็นต้น กลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการได้รับผลกระทบ ได้แก่ เด็ก สตรีตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัวค่ะ ทั้งนี้...
31แฟนคลับชอบ
0ผู้ติดตามติดตาม
6ผู้ติดตามติดตาม
- Advertisement -

เรื่องน่าอ่าน