โรคลมแดดในเด็ก(Heat Stroke) ภัยร้ายหน้าร้อน

โรคลมแดดในเด็ก(Heat Stroke) ภัยร้ายหน้าร้อน สวัสดีค่ะ ช่วงนี้อากาศร้อนระวังโรคลมแดด หรือ Heat Stroke เสี่ยงอันตรายถึงชีวิตค่ะ วันนี้เราจะพาคุณพ่อคุณแม่มาทำความเข้าใจพร้อมวิธีการรับมือค่ะ โรคลมแดด หรือที่เรียกว่า Heat Stroke เกิดจากอุณหภูมิรอบๆตัวที่สูงมาก ทำให้ระบบควบคุมอุณหภูมิของร่างกายล้มเหลว ซึ่งโดยปกติแล้วร่างกายของคนเราสามารถปรับอุณหภูมิของร่างกายโดยอัตโนมัติ เพื่อตอบสนองต่อการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของอากาศรอบๆตัว เช่น เราเหงื่อออกเมื่ออากาศร้อนเพื่อให้ร่างกายเย็นลง เป็นต้น แต่โดยธรรมชาติแล้วร่างกายของเรามักมีขีดจำกัดเช่นกัน ดังนั้นเมื่อเราสัมผัสกับอากาศร้อนมากเป็นเวลานาน ส่งผลให้เราเป็นลมแดดซึ่งเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันค่ะ ควรเฝ้าระวังกลุ่มผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และเด็กเล็ก เนื่องจากร่างกายอาจปรับตัวไม่ทันและอาจสูญเสียน้ำจากความร้อนได้ง่ายค่ะ อาการโรคลมแดด(Heat Stroke) ที่พบโดยทั่วไปได้แก่ เวียนศีรษะ อ่อนเพลีย ชีพจรเต้นแรง หายใจเร็ว กระหายน้ำมาก มึนงง เหงื่อไม่ออกแม้อากาศร้อน อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นเรื่อยๆจนทำให้สูงกว่า 40 องศาเซลเซียล มีอาการชัก และหมดสติเป็นลมได้ ซึ่งหากไม่ได้รับการดูแลและแก้ไขอย่างถูกต้อง อาจทำให้เด็กหัวใจหยุดเต้นและเสียชีวิตได้ค่ะ การปฐมพยาบาลโรคลมแดด(Heat Stroke) การปฐมพยาบาลในเบื้องต้นก่อนนำส่งโรงพยาบาล เพื่อป้องกันภาวะอันตรายที่อาจทำให้เสียชีวิตได้ค่ะ การปฐมพยาบาลเพื่อลดอุณหภูมิภายในร่างกาย ดังนี้ พาลูกเข้าไปในที่ร่ม(ถ้าอยู่นอกอาคาร) ซึ่งอากาศถ่ายเทได้สะดวก จับลุกนอนหงาย เพื่อให้เลือดไหลเวียนได้สะดวก ถอดเสื้อผ้าแล้วใช้ผ้าน้ำเย็นเช็ดตามส่วนต่างๆของร่างกาย เพื่อให้ร่างกายได้ระบายความร้อนและเย็นลง การป้องกันโรคลมแดดในเด็ก(Heat Stroke) วิธีการป้องกันง่ายๆที่คุณพ่อคุณแม่สามารถนำมาใช้ เพื่อป้องกันตัวเองและลูกน้อยจากโรคลมแดด...

โรคหลอดลมฝอยอักเสบในเด็ก

โรคหลอดลมฝอยอักเสบ(bronchiolitis) เป็นโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ พบบ่อยในเด็กแรกเกิดถึง 8 ปี และมักพบอาการรุนแรงในเด็กอายุ 6-12 เดือน โรคหลอดลมฝอยอักเสบเกิดจากการติดเชื้อไวรัสกลุ่มอาร์เอสวี ทำให้เกิดการอักเสบในระบบทางเดินหายใจ ส่งผลให้ผู้ป่วยหายใจลำบาก ซึ่งโรคนี้สามารถติดต่อกันได้ง่ายเช่นเดียวกับโรคหวัด การไอ จามรดกัน การคลุกคลีกับผู้ป่วย หรือการสัมผัสการใช้สิ่งของร่วมกับผู้ป่วย เชื้อไวรัสดังกล่าวจะมีระยะฟักตัว 2-5 วันหลังจากได้รับเชื้อค่ะ ดังนั้นบทความนี้จึงได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับโรคหลอดลมฝอยอักเสบ รวมถึงวิธีการดูแลรักษามาฝากคุณพ่อคุณแม่ค่ะ อาการโรคหลอดลมฝอยอักเสบในเด็ก เนื่องจากโรคนี้เกิดจากการติดเชื้อไวรัสกลุ่มอาร์เอสวี ผู้ป่วยจะมีอาการคล้ายเป็นหวัด คือ มีไข้ ไอ จาม มีน้ำมูกไหล ฯลฯ หลังจาก และ 2-5 วันต่อมา อาการไอแย่ลงและเริ่มมีปัญหากับการหายใจ หายใจเร็ว หอบ เหนื่อน หายใจมีเสียงหวีด กินอาหารหรือดื่มนมลำบาก ระบบทางเดินหายใจทำงานหนัก ซึ่งสังเกตได้จากการหายใจของเด็ก ปีกจมูกบาน ในบางรายอาจมีอาการปากเขียวซีดร่วมด้วย ฯลฯ ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้ เช่น ภาวะอุดกลั้นระบบทางเดินหาย ภาวะปอดแฟบจากการอุดกั้นของหลอดลม กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ หัวใจเต้นผิดจังหวะ ในบางรายอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ และภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง มักพบในเด็กที่คลอดก่อนกำหนด เด็กอายุต่ำกว่า...

ลิ้นฝ้าขาวในเด็กเล็ก

ลิ้นฝ้าขาวในเด็กเล็กลิ้นฝ้าขาวในเด็กเกิดจากอะไร และมีวิธีการดูแลอย่างไร บทความนี้แอดมินจะพาคุณพ่อคุณแม่มือใหม่มาหาคำตอบกันค่ะ ตามแอดมินมาเลยจ้า….. ลิ้นฝ้าขาวถือเป็นเรื่องปกติที่พบได้ในเด็กเกือบทุกคนค่ะ โดยส่วนใหญ่เกิดจากคราบน้ำนมที่เกาะเป็นคราบอยู่บริเวณลิ้น หรือกระพุ้งแก้ม เนื่องจากหลังกินนมไม่ได้เช็ดทำความสะอาดในช่องปาก ซึ่งเด็กที่กินนมแม่มักจะไม่ค่อยมีปัญหาลิ้นเป็นฝ้าขาว เพราะน้ำนมแม่มีความเข้มข้นน้อยกว่านมชงค่ะ และในบางกรณีที่ลิ้นฝ้าขาวจากเชื้อรา โดยสังเกตที่กระพุ้งแก้มทั้ง 2 ข้าง เพดานปาก และเหงือก หากมีคราบขาวเยอะหรือหนามาก ทำให้เด็กมักจมีอาการงอแง กินนมน้อยลง น้ำหนักตัวลดลง ซึ่งอาจเกิดจากเชื้อราที่จับตัวอยู่ในปากนั่นเองค่ะ สาเหตุของลิ้นฝ้าขาวที่เกิดจากเชื้อรา เชื้อราที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ โดยปกติแล้วเราจะพบเชื้อราในช่องปากของลูกตั้งแต่แรกคลอด หรือเด็กอายุต่ำกว่า 6 เดือน เชื้อราชนิดนี้หายไปได้เองหรือทำความสะอาดเพียงเล็กน้อยก็จะหายไปค่ะ เชื้อราที่เกิดจากการทำความสะอาดไม่ทั่วถึง จากการที่ลูกกินเข้าไปและขาดการทำความสะอาดหรือไม่ทั่วถึง ทำให้เกิดการสะสมของเชื้อแบคทีเรียกลายเป็นฝ้าหนาอยู่ที่ลิ้นของลูก เชื้อราที่เกิดจากเชื้อโรค โดยการที่ลูกหยิบสิ่งของต่างๆที่สกปรกเข้าปาก ทำให้ได้รับเชื้อและเกิดเป็นเชื้อราขึ้นได้ค่ะ วิธีการทำความสะอาดลิ้นฝ้าขาว วิธีการทำความสะอาดลิ้นฝ้าขาวที่ถูกต้องและปลอดภัย

ภาวะตัวเหลืองในเด็กแรกเกิด

ภาวะตัวเหลืองในเด็กแรกเกิดภาวะตัวเหลืองในเด็กแรกเกิดคืออะไร อันตรายต่อตัวลูกน้อยหรือไม่ ลองไปหาคำตอบพร้อมๆกันเลยค่ะ ภาวะตัวเหลืองในทารกแรกเกิด เป็นภาวะที่พบได้ทั่วไปในช่วง 2-3 วันแรกหลังคลอดหรือเด็กที่คลอดก่อนกำหนด เกิดขึ้นจากการแตกของเม็ดเลือดแดง ทำให้เกิดสารบิลิรูบินหรือสารที่ให้สีเหลืองในเลือดสูงเกินไป สารนี้จะอยู่ในกระแสเลือด โดยปกติสารนี้จะถูกนำเข้าไปสู่ตับแล้วขับออกจากร่างกายผ่านไปในทางเดินน้ำดี เข้าสู่ลำไส้และขับออกทางอุจจาระเป็นส่วนใหญ่ ภาวะตัวเหลืองในเด็กแรกเกิด จะพบได้ในเด็กแรกเกิดเกือบทุกคนและเมื่ออายุ 3-5 วัน จะค่อยๆเหลืองน้อยลงจนหายไปได้เองค่ะ แต่ในบางกรณีที่มีภาวะตัวเหลืองผิดปกติหรือตัวเหลืองจากโรค โดยสาเหตุของทารกตัวเหลืองจากความผิดปกติที่พบบ่อยได้แก่ ความผิดปกติของเม็ดเลือดแดง เป็นภาวะที่ส่งผลให้เม็ดเลือดแดงแตก ทำให้มีปริมาณบิลิรูบินในเลือดสูงขึ้นเลือดของแม่กับลูกไม่เข้ากัน ทำให้เม็ดเลือดแดงแตกมาก พบในแม่เลือดกรุ๊ป O และลูกเป็น กรุ๊ป A หรือ B หรือหมู่เลือดระบบอาร์เอชต่างกันตับทำงานบกพร่อง เนื่องจากเด็กแรกเกิดการทำงานของตับยังไม่สมบูรณ์หรือโรคกรรมพันธุ์บางอย่างของตับ อาจทำให้ไม่สามารถกำจัดบิลิรูบินออกได้การบกพร่องเอนไซม์ ส่งผลทำให้เกิดการสะสมของอนุมูลอิสระซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดการทำลายเม็ดเลือดแดงมากกว่าปกติภาวะไฮโปไทรอยด์ (Hypothyroidism) เด็กที่มีภาวะขาดไทรอยด์ เนื่องจากไม่มีต่อมไทรอยด์หรือต่อมไทรอยด์ทำงานบกพร่อง อาจส่งผลให้มีภาวะตัวเหลืองสาเหตุอื่นๆ เช่น คลอดก่อนกำหนด การติดเชื้อ มารดาเป็นเบาหวาน ท่อน้ำดีอุดตันหรือถุงน้ำดีผิดปกติ ลำไส้อุดตัน และความผิดปกติต่างๆของการขับถ่ายสารสีเหลือง เป็นต้น

โรคหน้าร้อนที่พบบ่อยในเด็ก

โรคหน้าร้อนที่พบบ่อยในเด็ก โรคหน้าร้อนที่พบบ่อยในเด็ก ซัมเมอร์นี้ต้องระวัง ช่วงวันหยุดปิดเทอมของเด็กๆ ซึ่งหลายๆครอบครัวมักจะใช้เวลาช่วงนี้พาเด็กๆไปเที่ยวสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ และการพาเด็กออกไปเที่ยวในวันที่มีอากาศร้อนหรือช่วงฤดูแบบนี้ คุณพ่อคุณแม่ก็ต้องระวังการเจ็บป่วยในช่วงหน้าร้อนที่ตามมาด้วยนะคะ เนื่องจากในช่วงฤดูร้อนและอากาศที่ร้อนขึ้นแบบนี้ ส่งผลกระทบให้เกิดความแห้งแล้งซึ่งเหมาะกับการเจริญเติบโตของเชื้อโรค เชื้อแบคทีเรีย เป็นต้น ทำให้ซัมเมอร์นี้ต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น ว่าแต่จะมีโรคอะไรบ้าง รวมถึงวิธีการดูแลและป้องกันในช่วงฤดูร้อนนี้มาดูกันเลยค่ะ โรคอุจาระร่วงแบบเฉียบพลัน โรคอุจาระร่วงแบบเฉียบพลัน เกิดจากการรับประทานอาหาร หรือน้ำดื่มที่มีการปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรีย ไวรัสต่างๆ รวมถึงการสัมผัสสิ่งต่างๆ ที่มีเชื้อโรคปนเปื้อนแล้วนำเข้าปากโดยเฉพาะในเด็กเล็ก เพราะเชื้อโรคเหล่านี้เจริญเติบโตได้ดีในอากาศร้อน อาหารมีโอกาสบูดเสียได้ง่ายกว่าปกติค่ะ อาการของโรค ถ่ายเหลววันละ 3 ครั้ง หรืออาจมากกว่านั้น และบางครั้งอาจมีมูกเลือดปน อาเจียน กินอาหารได้น้อย รู้สึกหิวน้ำมากกว่าปกติ และมีไข้สูงร่วมด้วยค่ะ การดูแลเมื่อลูกท้องเสีย หากพบว่าลูกมีอาการถ่ายเหลวตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไปใน 1 วัน คุณพ่อคุณแม่สามารถดูแลลูกได้ด้วยการให้จิบน้ำเกลือแร่ เพื่อชดเชยน้ำในร่างกายที่สูญเสียไป ในกรณีที่ลูกไม่หยุดถ่าย หรือมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น อาเจียน มีไข้สูง ควรรีบพาลูกพบแพทย์ทันทีค่ะ การป้องกัน คุณพ่อคุณแม่ควรเริ่มต้นที่การรับประทานอาหารสะอาดปรุงสุกใหม่ ใช้ช้อนกลางเมื่อต้องรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น ดื่มน้ำสะอาดที่มีฝาปิดมิดชิด ไม่ดื่มนมค้างคืนเพราะในช่วงฤดูร้อนทำให้อาหารบูดเสียง่าย ฝึกฝนให้ลูกรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล เช่น การล้างเมื่อก่อนและหลังรับประทานอาหาร เป็นต้น รวมทั้งทำความสะอาดของเล่น สิ่งของเครื่องใช้ที่เด็กสามารถเอาเข้าปากได้เป็นประจำค่ะ   โรคลมแดด โรคลมแดด เกิดจากอุณหภูมิรอบๆตัวที่สูงมาก...

โรคหัดเยอรมัน(rubella)

โรคหัดเยอรมันโรคหัดเยอรมันในเด็กไม่น่ากลัวอย่างที่คิด เนื่องจากโรคนี้ไม่ใช่โรคร้ายแรงที่เกิดกับคนทั่วไปและความรุนแรงน้อยกว่าหัดค่ะ สามารถป้องกันและรักษาได้ค่ะ อย่างไรก็ตามอาจเป็นอันตรายสำหรับหญิงตั้งครรภ์ค่ะ บทความนี้ได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับโรคหัดเยอรมัน สาเหตุ อาการและการรักษาโรคหัดเยอรมันค่ะ โรคหัดเยอรมัน คืออะไร หัดเยอรมัน หรือในประเทศไทยเรียกว่า เหือด(Rubella) เกิดจากเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า รูเบลลา เชื้อไวรัสนี้จะอยู่ในสารคัดหลั่งน้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย พบได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ โรคหัดเยอรมันมีความคล้ายคลึงกับโรคหัดหรือไข้ออกผื่น แต่มีความรุนแรงและภาวะแทรกซ้อนน้อยกว่าหัด สามารถติดต่อได้โดยการ ไอ จาม หรือหายใจรดกัน เช่นเดียวกับไข้หวัดหรือหัด ซึ่งมีระยะฟักตัว 14 - 21 วันหลังได้รับเชื้อไวรัส โรคนี้ไม่ใช่โรคร้ายแรงมักจะหายได้เองโดยไม่มีโรคแทรกซ้อนที่รุนแรง แต่ถ้าในกรณีที่เกิดในคุณแม่ตั้งครรภ์ระยะ 3 - 4 เดือนแรก เชื้ออาจแพร่กระจายเข้าทารกในครรภ์ ทำให้ทารกมีอวัยวะต่างๆผิดปกติได้ตั้งแต่กำเนิดได้ค่ะ โรคหัดเยอรมันนี้เป็นแล้วจะไม่กลับมาเป็นซ้ำอีกค่ะ อาการของโรคหัดเยอรมันในเด็ก โรคหัดเยอรมันมีความคล้ายคลึงกับไข้หวัด โดยมีไข้ต่ำถึงปานกลาง ต่อมน้ำเหลืองโต โดยเฉพาะบริเวณคอ ท้ายทอย และหลังหู ร่วมกับมีผื่นเล็กๆสีแดง หรือสีชมพูอ่อนขึ้นที่ใบหน้าก่อนจะลามลงมาตามผิวหนังส่วนอื่นๆ เช่น...

ภูมิแพ้ผิวหนังในเด็ก

ภูมิแพ้ผิวหนังในเด็ก โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังในเด็ก ปัจจุบันเป็นโรคเรื้อรังในทารกและเด็กเล็กที่พบได้บ่อยมากซึ่งส่งผลต่อการเจริญเติบโต และพัฒนาการของเด็กค่ะ บทความนี้เราจึงรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับโรคภูมิแพ้ผิวหนัง สาเหตุ อาการและวิธีการรักษามาฝากคุณพ่อคุณแม่ค่ะ  ภูมิแพ้ผิวหนังในเด็ก (Atopic dermatitis) คือ โรคผิวหนังชนิดหนึ่ง เกิดจากการอักเสบของผิวหนัง มีผื่นขึ้นตามร่างกาย ผิวแห้ง มีอาการคัน และอาการผื่นภูมิแพ้จะเป็นๆหายๆ ได้ตลอดค่ะ ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของโรคนี้ค่ะ ในทารกแรกเกิดจะพบผื่นแดงบริเวณแก้ม ด้านนอกของแขนขา ข้อมือและข้อเท้า ถ้าหากพบว่ามีการอักเสบแบบเฉียบพลัน จะมีรอยเห่อแดงคัน และอาจมีตุ่มน้ำใสๆ เล็กๆ มีน้ำเหลืองเยิ้มซึม และอาจจะมีการติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนังร่วมด้วยได้ค่ะ ซึ่งสาเหตุของการเกิดผื่นภูมิแพ้ผิวหนังนั้น ยังไม่มีระบุชัดเจนว่าเกิดจากอะไร แต่ก็สันนิษฐานว่ามาจากหลายสาเหตุ เช่น พันธุกรรมพ่อแม่เป็นผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง โอกาสที่ลูกจะเป็นด้วยมีมากถึง 60-80% อากาศและมลภาวะ เป็นต้น ภูมิแพ้ผิวหนังในเด็กที่เกิดจากสิ่งที่กระตุ้น มีดังนี้- ผิวขาดสารให้ความชุ่มชื้นตามธรรมชาติ (NMFs)- สิ่งแวดล้อม สารก่อภูมิแพ้ในอากาศ เช่น ฝุ่น เชื้อรา ขนสัตว์ ละอองเกสรต่างๆ รวมถึงเสื้อผ้า ของเล่น และของใช้ต่างๆของเด็ก ซึ่งกระตุ้นภูมิแพ้ได้ง่ายค่ะ จึงควรให้ความสำคัญต่อการดูแลทำความสะอาดบริเวณที่ทารกอาศัยอยู่ค่ะ- อาหาร เนื่องจากการรายงานพบว่ากว่าร้อยละ 20 ของเด็กที่เป็นผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง...

ลูกมีไข้สูงควรทำอย่างไร

ลูกมีไข้สูงควรทำอย่างไร จากคำกล่าวที่ว่า เมื่อลูกป่วยแม่พร้อมจะป่วยแทนลูกได้เสมอ เพราะทุกครั้งที่ลูกป่วยมีไข้มักสร้างความกังวลใจให้กับคุณพ่อคุณแม่เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเวลาลูกมีไข้สูง(ตัวร้อนจัด) และอาจนำมาซึ่งอาการชักได้ค่ะ ดังนั้น สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรทราบถึงการดูแล รับมือเมื่อลูกป่วยมีไข้สูงอย่างถูกวิธีค่ะ ไข้ เป็นอาการที่พบบ่อยที่สุดในเด็ก เกิดจากภาวะที่อุณหภูมิร่างกายขึ้นสูงผิดปกติสูญเสียความสมดุลภายในร่างกาย ส่งผลต่อการทำงานของระบบต่างๆ กรณีที่เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี วัดอุณหภูมิของร่างกายพบว่ามีไข้สูง 39-40 องศาเซลเซียส อาจทำให้เกิดการชักได้ค่ะ โดยอาการชักส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นภายใน 24 ชั่วโมงแรกของการมีไข้ ซึ่งอาการชักจากไข้สูง เกิดจากสมองของเด็กถูกการกระตุ้นจากที่ร้างกายมีอุณหภูมิสูง ลักษณะการชักจะมีการเกร็งหรือกระตุกทั้งตัวค่ะ หากเกิดอาการชักในวันหลังๆมักพบสาเหตุอื่นร่วมด้วย เช่น ภาวะติดเชื้อระบบประสาท เป็นต้น การเป็นไข้ส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส แบคทีเรีย เชื้อรา ปรสิต การอักเสบของทางเดินหายใจ ปอดบวม ฯลฯ หรือภาวะร่างกายทำปฎิกิริยากับสิ่งแปลกปลอม เช่น หลังการฉีดวัคซีน หรือจากสาเหตุอื่นได้อีกหลายอย่าง เช่น รายกายได้รับบาดเจ็บ การแพ้ยา ปัญหาจากฟัน อากาศที่ร้อนมากหรือสวมเสื้อหลายชั้น โรคธัยรอยด์เป็นพิษ ร่างกายขาดน้ำในเด็กเล็ก เป็นต้น วิธีการดูแลลูกน้อยเมื่อมีไข้สูง มีดังนี้ ควรพาลูกไปพบแพทย์ เพื่อตรวจหาสาเหตุของการเป็นไข้ เมื่อแพทย์ให้ยาลดไข้ ควรให้เด็กทานยาเป็นระยะๆทุก 4 -...

โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบในเด็ก

โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบในเด็ก โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ เป็นโรคที่เกิดการติดเชื้อในระบบประสาทส่วนกลาง เด็กเล็กอายุต่ำกว่า 2 ปี มีปัจจัยเสี่ยงสูง เพราะระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่สมบูรณ์จึงมีโอกาสติดเชื้อมากกว่าเด็กโตและผู้ใหญ่ โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบอาจทำให้เกิดความพิการหรืออาจรุนแรงถึงขั้นทำให้เสียชีวิตได้ค่ะ ซึ่งความรุนแรงของโรค ขึ้นอยู่กับสุขภาพขอผู้ป่วยตลอดจนความรวดเร็วในการเข้ารับการรักษาค่ะ ถึงแม้ว่าโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบจะไม่ได้พบบ่อยมากนักในประเทศไทย แต่ก็ไม่ควรมองข้ามค่ะ เพราะสุขภาพของลูกเป็นสิ่งสำคัญ บทความนี้เราได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบมาฝากคุณพ่อคุณแม่ค่ะ สาเหตุของโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบในเด็ก โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบสามารถเป็นได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ แต่เด็กอายุต่ำกว่า 2 ปีจะมีความเสี่ยงสูงมากกว่า เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันที่จะกำจัดเชื้อโรคยังพัฒนาไม่สมบูรณ์ เชื้อจึงมีโอกาสกระจายไปสู่อวัยวะต่างๆได้ และอาจทำให้เกิดความพิการหรือทำให้เสียชีวิตได้ ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่มักเกิดจากเชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย เชื้อราและอีกหลายๆสาเหตุ ดังนี้ เชื้อไวรัส ซึ่งเป็นชนิดที่มีความรุนแรงน้อยที่สุด สามารถติดต่อจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งได้โดยผ่านทางเสมหะ น้ำมูก เป็นต้น เยื่อหุ้มสมองอักเสบที่เกิดจากเชื้อไวรัสสามารถหายได้เองใน 7 -10 วัน ไม่จำเป็นต้องให้ยาแก้อักเสบ เพียงให้การดูแลทั่วไปตามอาการเท่านั้นเชื้อแบคทีเรีย การติดเชื้อจากแบคทีเรียที่เยื่อหุ้มสมองสามารถส่งผลอันตรายอย่างรุนแรง มีอัตราการเสียชีวิตสูง ในบางรายอาจทำให้เกิดความผิดปกติของการทำงานของสมองบางส่วนและร่างกายส่วนอื่นๆอย่างถาวร ซึ่งสามารถติดต่อจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งได้โดยกางไอและจาม โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย พบบ่อยในเด็กอายุต่ำกว่า 2...

โรคเยื่อบุตาอักเสบในเด็ก

โรคเยื่อบุตาอักเสบในเด็ก เยื่อบุตาอักเสบ(Conjunctivitis) หรือโรคตาแดง เกิดจากการติดเชื้อที่ส่งผลกระทบต่อเยื่อใสที่ครอบคลุมตาขาวและด้านในของเปลือกตา ส่วนใหญ่มักจะเกิดจากไวรัส แบคทีเรีย หรือเกิดจากสารที่ก่อภูมิแพ้ ทำให้เยื่อบุตาอักเสบ บวมแดง ระคายเคือง โรคตาแดงเป็นโรคที่พบได้ทั่วไปสามารถเป็นได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ สามารถติดต่อกันได้ง่ายโดยการสัมผัส สิ่งของปนเปื้อนเชื้อแล้วนำเข้าปาก หรือสัมผัสใบหน้า หรือจากการขยี้ตา เป็นต้น สาเหตุของโรคเยื่อยุตาอักเสบ สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ อาทิเช่น เยื่อบุตาอักเสบจากการติดเชื้อ เกิดจากการติดเชื้อไวรัสหรือเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งสามารถติดต่อได้ง่าย เช่น การสัมผัส การหยิบจับสิ่งของที่มีการปนเปื้อนเชื้อแล้วนำเข้าปาก หรือการสัมผัสใบหน้า การขยี้ดวงตา การใกล้ชิดกับผู้ป่วย สัมผัสสารคัดหลั่งการไอหรือจาม รวมถึงการใช้สิ่งของร่วมกับผู้ป่วย เป็นต้น เยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ เกิดจากปฏิกิริยาการแพ้ การสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ เช่น ละอองเกสรดอกไม้ ไรฝุ่น พชบางชนิด ฯลฯ และมักพบในเด็กที่มีประวัติของการแพ้ เช่น ไข้ละอองฟาง โรคหืด ฯลฯ โรคเยื่อบุตาอักเสบชนิดนี้ไม่ทำให้ติดต่อกันหรือแพร่จากคนสู่คนได้ อาการโรคเยื่อบุตาอักเสบ อาจมีความแตกต่างกันตามสาเหตุของการเกิดโรค ซึ่งอาการมักจะเกิดขึ้นภายใน 24 - 72 ชั่วโมงหลังจากติดเชื้อ และสามารถหายเองได้ใน 1-3 สัปดาห์ ซึ่งส่วนใหญ่มักมีอาการ ดังนี้ ...
3แฟนคลับชอบ
1,141ผู้ติดตามติดตาม
1,482ผู้ติดตามติดตาม
- Advertisement -

เรื่องน่าอ่าน