อาการผมร่วงในเด็กทารก

อาการผมร่วงในเด็กทารก ผมร่วงของทารกเป็นเรื่องปกติที่พบได้บ่อยซึ่งมักจะมีอาการผมร่วงในช่วงอายุ 6 เดือนแรกหลังคลอด ผมร่วงชนิดนี้เรียกว่า telogen effluvium เนื่องจากเส้นผมมีระยะการเจริญเติบโตและระยะพัก โดยระยะการเจริญเติบโตใช้เวลาประมาณ 3 ปีและระยะพักอยู่ประมาณ 3 เดือนจนกว่าเส้นผมใหม่จะเริ่มงอก  สาเหตุที่ทำให้ผมร่วงในเด็กทารก ผมร่วงในเด็กทารก(Telogen effluvium) เกิดจากระดับฮอร์โมนของทารกแรกเกิดลดลงทันทีหลังคลอด อาจทำให้เขาสูญเสียเส้นผมซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเจริญเติบโตและการสูญเสียเส้นผมตามธรรมชาติ ซึ่งอาจสังเกตได้ชัดเมื่อจากการเสียดสีของศีรษะ เช่น การนอนของทารกจนเกิดการเสียดสีกับหมอน เป็นต้น นอกจากนี้ยังพบอาการผมร่วงในเด็กที่เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันพกพร่อง ได้แก่ โรคอะโลพีเซีย(Alopecia Areata), โรคอะโลพีเซีย ยูนิเวอซัลลิส(alopecia universalis) เป็นต้น แต่พบได้น้อยมากในเด็กค่ะ อาการผมร่วงผิดปกติในเด็ก ผมร่วงในเด็กโดยส่วนใหญ่เป็นเรื่องปกติที่พบได้บ่อยแต่ก็อาจเกิดจากสาเหตุอื่นได้เช่นค่ะ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถสังเกตเห็นความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นกับลูกน้อย ได้แก่ บริเวณที่ผมร่วงเป็นหย่อมมีเกล็ดสีแดงและเป็นขุย ซึ่งอาจเกิดจากการติดเชื้อราหรือเกลื้อน ฯลฯ อาการบวมของลิ้นและรอบดวงตาพร้อมกับผิวที่เย็นและซีด ผมร่วงเป็นหย่อมๆหรือเส้นผมและขนร่วง อาจเกิดจากระบบภูมิคุ้มกันบกพร่องส่งผลกระทบต่อรูขุมขนทำให้ขนร่วงทั้งตัว ความเสียหายทางกายภาพ เช่น เด็กที่มีพฤติกรรมชอบดึงเส้นผม เป็นต้น โรคอื่นๆ เช่น ภาวะไทรอยด์บกพร่อง ภาวะต่อมใต้สมองทำงานผิดปกติ เป็นต้น การดูแลลูกน้อยจากอาการผมร่วง แม้ว่าคุณจะไม่สามารถป้องกันการหลุดร่วงของเส้นผมได้ แต่คุณสามารถลดผลกระทบโดยการรักษาหนังศีรษะและเส้นผมของทารกอย่างอ่อนโยน เข่น หลีกเลี่ยงการสระผมลูกวัน ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนต่อผิวลูกน้อยและใช้แปรงหวีขนอ่อน เพื่อไม่ให้ทำลายศีรษะและรูขุมขนค่ะ นอกจากนี้สิ่งที่คุณแม่ควรทราบเมื่อผลงอกใหม่มักจะมีความแตกต่างจากเดิมค่ะ เช่น สีผม ลักษณะของเส้นผมอาจเป็นเส้นตรงหรือผมหยิก...

7 สาเหตุของอาการตาบวมในเด็ก

7 สาเหตุของอาการตาบวมในเด็ก ลูกตาบวมมีสาเหตุมาจากอะไร อันตรายหรือไม่และมีวิธีการดูแลรักษาอย่างไร บทความนี้จะพาคุณพ่อคุณแม่ไปหาคำตอบกันค่ะ อะไรทำให้เกิดอาการบวมในเด็ก อาการตาบวมในเด็กสามารถสังเกตเห็นถึงความผิดปกติได้ง่าย เว้นแต่ในเด็กที่ค่อนข้างอวบอ้วนที่ทำให้ยากต่อการสังเกตเห็นความผิดปกติของดวงตา อาการบวม มักจะเกิดขึ้นที่บริเวณเปลือกตาโดยมีหลายสาเหตุ ได้แก่ อาการแพ้ เมื่อลูกน้อยสัมผัสกับสิ่งที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง เช่น ละอองเกสรดอกไม้ ไรฝุ่นละออง ขนสัตว์เลี้ยง อาหาร ฯลฯ เมื่อเกิดอาการแพ้ขึ้นมักทำให้เกิดอาการทั่วไป เช่น อาการบวมแดงของเปลือกตา เป็นต้น ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ควรรู้ว่าลูกมีอาการแพ้อะไร เพราะอาการแพ้อาจมีความรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ค่ะ การงอกของฟัน เนื่องจากประสาทตาและฟันเชื่อมโยงกันการ งอกของฟันอาจทำให้ตาบวมได้ค่ะ ยุงกัด ก็สามารถทำให้ตาบวมได้ อาการบวมชนิดนี้ไม่ส่งผลให้เกิดการอาการเจ็บปวดแต่เพียงแค่สร้างความรำคาญให้กับลูกน้อยเนื่องจากอาการคัน ตาบวมจากยุงกัดสามารถอยู่ได้นานถึง 10 วันโดยทั่วไปอาการบวมมีลักษณะเป็นสีชมพูหรือสีแดง การบาดเจ็บ ในบริเวณใกล้ดวงตาสามารถทำให้ดวงตาบวมแดงหรือมากกว่านั้น และบางครั้งอาจไม่รู้สึกเจ็บปวดใดๆทั้งๆที่ตาบวม ตากุ้งยิง(Stye) และ ตากุ้งยิงชนิดไม่เจ็บ (Chalazion) ตากุ้งยิง(Stye) คือการเชื้อแบคทีเรียส่งผลให้เกิดการอักเสบของรูขุมขน มีลักษณะเป็นก้อนเนื้อนุ่มสีแดงเล็กๆคล้ายสิว เกิดขึ้นใกล้กับขอบเปลือกตาหรือใต้เปลือกตาและมักสร้างความเจ็บปวด ซึ่้งสามารถหายได้ภายในไม่กี่วัน ตากุ้งยิงชนิดไม่เจ็บ (Chalazion) เกิดจากถุงน้ำต่อมไขมันที่เปลือกตาอุดตัน โดยทั่วไปแล้วอาการบวมใน Chalazion นั้นใหญ่กว่าของกุ้งยิงแต่ไม่สร้างความเจ็บปวด เปลือกตาอักเสบ (Blepharitis) เปลือกตาของเราประกอบไปด้วยต่อมน้ำมันซึ่งบางครั้งอาจมีการอุดตันหรือผลิตน้ำมันมากเกินไป นอกจากอาการยังทำให้มีขี้ตามากตาแฉะ ระคายเคือง เป็นต้น เยื่อบุตาอักเสบ...

ตาบอดในเด็ก

ภาวะตาบอดในเด็ก สวัสดีค่ะ หลายคนอาจเคยได้ยินว่า “ดวงตา” เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในประสาทสัมผัสของร่างกายมนุษย์ เนื่องจากชีวิตที่ปราศจากการมองเห็นเป็นสิ่งเราต่างหวาดกลัวค่ะ และเมื่อสูญเสียไปก็ไม่สามารถหาสิ่งใดเพื่อมาทดแทนได้ สำหรับผู้เป็นพ่อแม่ความกังวลนี้มีมากขึ้นเมื่อลูกน้อยลืมตาดูโลกกว้างใบใหม่ เนื่องจากเด็กหลายคนมีภาวะตาบอดตั้งแต่กำเนิด หรือมีปัญหาเรื่องการมองเห็นเมื่อเด็กโตขึ้น และการอยู่โดยไม่มีสายตานั้นยากที่จะปรับตัว หากคุณสังเกตได้ว่าลูกน้อยไม่ตอบสนองตามแสงสว่าง หรือวัตถุเคลื่อนที่ก็อาจเป็นข้อบ่งชี้ของปัญหาทางด้านการมองเห็น ดังนั้นวันนี้เราจะมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับอาการตาบอดในเด็ก สาเหตุและจะรักษาได้อย่างไร การบกพร่องทางการมองเห็นคืออะไร การบกพร่องทางการมองเห็นนั้นไม่จำเป็นต้องหมายความว่าลูกของคุณจะมองไม่เห็นเลย(ตาบอด) การบกพร่องทางการมองเห็นอาจหมายถึงการสูญเสียการมองเห็นอย่างสมบูรณ์ หรือการมองเห็นบางส่วนจะไม่ชัดเจน หรือแม้แต่ตาบอดสีและความผิดปกติที่เกี่ยวข้อง โดยปกติแล้วทารกจะสามารถจ้องมองหรือติดตามการเคลื่อนไหวของวัตถุได้ในช่วง 6 - 8 สัปดาห์แรก การบกพร่องทางการมองเห็นแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ วิสัยทัศน์ในการมองเห็นต่ำ การมองเห็นต่ำ หมายถึง การมองเห็นวัตถุหรือบางสิ่งได้แต่ไม่สามารถมองเห็นทุกสิ่งที่เด็กในวัยของเขาควรจะมองเห็นได้ชัดเจน เช่น การมองเห็นแบบพร่ามัวไม่ชัดเจน ตาบอดสีซึ่งเด็กอาจจะไม่สามารถเห็นสีเฉพาะสีได้ เป็นต้น ตาบอด เด็กที่มีภาวะตาบอดไม่สามารถมองเห็นวัตถุหรือมองตามสิ่งที่เคลื่อนไหวเมื่ออายุ 8 สัปดาห์ หรือไม่สามารถโฟกัสภาพหรือวัตถุได้ เมื่อเทียบกับหลักเกณฑ์มาตรฐานการพัฒนาการทางด้านสายตาของเด็ก สาเหตุของการตาบอดในเด็ก การตาบอดในเด็กอาจมีสาเหตุหลายประการตั้งแต่อุบัติเหตุจนถึงพันธุกรรม ได้แก่ จอตามีความผิดปกติในทารกที่คลอดก่อนกำหนด เนื่องจากสมองขาดออกซิเจนไปชั่วระยะเวลาหนึ่ง ทำให้เซลล์สมองเสียหายส่งผลกระทบต่อหลอดเลือดที่จอตาซึ่งทำหน้าที่ในการควบคุมการมองเห็น มีเลือดออกในสมอง ซึ่งอาจส่งผลกระทบทำให้เกิดอาการตาบอดได้ ภาวะขาดวิตามินเอ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับดวงตาที่ช่วยให้การทำงานได้ดี และช่วยป้องกันการเกิดโรคที่ส่งผลกระทบต่อดวงตา อุบัติเหตุจากการมีวัตถุสิ่งแปลกปลอมเข้าตาก็สามารถทำให้ตาบอดได้เช่นกันค่ะ ต้อกระจกตั้งแต่กำเนิดเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้ตาบอดได้ในเด็ก ซึ่งอาจเป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมหรือแม่ที่เป็นหัดเยอรมันขณะตั้งครรภ์ โรคเบาหวานในเด็กสามารถส่งผลให้จอประสาทตาซึ่งสามารถทำให้สูญเสียการมองเห็นทีละน้อย อาการตาบอดในเด็ก อาการตาบอดในเด็กอาจเป็นเรื่องยากสำหรับเด็กที่จะอธิบายตั้งแต่อายุยังน้อยก่อนที่เขาจะมองเห็นได้อย่างสมบูรณ์ ดังนั้นการมองหาอาการสามารถช่วยให้คุณเข้าใจหากการสูญเสียการมองเห็นเกิดขึ้น...

ผดมิเลีย (Milia) ในเด็ก

ผดมิเลีย (Milia) ในทารก สวัสดีค่ะ คุณเคยหรือไม่ที่จะต้องต่อสู้กับปัญหาผิวของลูกน้อยเพราะผิวที่บอบบางและอ่อนโยน และหนึ่งสภาพผิวที่รบกวนจิตใจของทารกคือ ผดมิเลีย(Milia) มีลักษณะสีขาวเล็กๆบนผิวหนังของทารก ซึ่งพบได้บ่อยในทารกแรกเกิด และบทความนี้จะมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหาผิวของลูกน้อยกันค่ะ ผดมิเลีย (Milia) คืออะไร ผดมิเลีย(Milia) เป็นจุดสีขาวหรือสีเหลือขุ่นเล็กๆที่ปรากฏบริเวณจมูก แก้มหรือหน้าอกของทารกแรกเกิด และสามารถพบได้รอบดวงตา หน้าผาก รวมถึงบริเวณอวัยวะเพศของทารกค่ะ เกิดจากการสะสมของเคราติน(Keratin) หรือโปรตีนซึ่งเป็นองค์ประกอบที่ผลิตโดยผิวหนังมากเกินปกติ ทำให้น้ำมันและเซลล์ผิวที่ตายแล้วอุดตันรูขุมขนของผิวทารก เป็นอาการที่พบเห็นได้ทั่วไปในทารกแรกเกิดใน 1 - 7 วันหลังคลอด ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อตัวทารกและในบางครั้งอาจเปลี่ยนเป็นสีแดง และทำให้เกิดการระคายเคืองหากสัมผัสเสียดสีกับเสื้อผ้า ผดมิเลีย(Milia)ในทารกนั้นไม่สามารถป้องกันได้การเกิดขึ้นได้ค่ะ การรักษาผดมิเลีย(Milia) ผดมิเลียในทารกไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษา เนื่องจากผดผื่นดังกล่าวมักจะหายไปภายในไม่กี่สัปดาห์ แต่สามารถดูแลรักษาเพื่อไม่ให้เกิดการระคายเคืองเพราะอาจนำไปสู่การติดเชื้อได้ และวิธีการดูแลสามารถทำได้ดังนี้ ควรใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำอุ่นหมาดๆวางลงบนผิวหนังของทารก จนกระทั่งเย็นและทำซ้ำ 3 ครั้งต่อวันทุกวันอย่างน้อยหนึ่งสัปดาห์ ผดผื่นจะแห้งลงและหลุดลอกออกเอง ก่อนวางผ้าควรให้แน่ใจว่าผ้าร้อนมาก เพราะผิวทารกมีความบอบบางมากอาจทำให้ผิวไหม้ได้ นอกจากนี้คุณแม่สามารถขัดผิวลูกน้อยบริเวณที่เป็นผดมิเลียเบาๆในเวลาอาบน้ำได้ หรือในบางกรณีที่ต้องใช้ยารักษาควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดค่ะ ผดมิเลียในทารกไม่ได้เป็นโรคติดต่อหรือทำให้เกิดผลข้างเคียงในระยะยาว และไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวของลูกน้อยหรือทำให้เกิดอันตรายแต่อย่างใด แต่ถ้าคุณสังเกตเห็นว่ามีจุดแพร่กระจาย หรือผิวหนังบริเวณนั้นอักเสบและสร้างความเจ็บปวดควรปรึกษาแพทย์ทันทีค่ะ 

ปัญหาสายตาในทารก – สาเหตุและการรักษา

ปัญหาสายตาในทารก - สาเหตุและการรักษา สุขภาพของทารกมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับคุณพ่อคุณแม่ซึ่งปรารถนาให้ลูกน้อยสุขภาพแข็งแรง ในช่วงวันแรกมันเป็นเรื่องปกติที่พ่อแม่จะต้องกังวลและวิตกกังวลเกี่ยวกับทารก และปัญหาเกี่ยวกับดวงตาเป็นปัญหาลำดังต้นที่สร้างความกังวลสำหรับพ่อแม่ ดังนั้นบทความนี้เราจะมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับสายตาในเด็กทารก รวมถึงการดูแลรักษาดวงตาของลูกน้อยค่ะ ปัญหาเกี่ยวกับดวงตาของทารกคืออะไร ทารกแรกเกิดอาจต้องใช้เวลาในการปรับตัว และอาจประสบปัญหาการมองเห็น อาทิเช่น ทารกบางคนอาจมีดวงตาที่เคลื่อนไหวอย่างอิสระจากกันซึ่งเป็นเรื่องปกติที่พบบ่อย เนื่องจากทารกต้องใช้เวลาในการพัฒนาและเสริมสร้างกล้ามเนื้อตา และอาการเหล่านี้จะค่อยๆพัฒนาดีขึ้นเมื่อลูกอายุสามเดือน หรือมีน้ำตาไหลตลอดเวลาแม้ว่าทารกจะไม่ร้องไห้ เนื่องจากการในทารกยังไม่สามารถควบคุมการปิดกั้นท่อน้ำตาได้อย่างสมบูรณ์ เป็นต้น  ปัจจัยที่ทำให้เกิดปัญหาดวงตาของทารก ปัญหาเกี่ยวกับดวงตาของทารกส่วนใหญ่เกิดจากเวลาที่ต้องใช้ในการพัฒนากล้ามเนื้อตา แต่อาจมีบางประเด็นที่ต้องใช้ความช่วยเหลือทางการแพทย์ เช่น ความผิดปกติทางพันธุกรรมซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุของปัญหาทางด้านสายตาในเด็ก ความผิดปกติเกี่ยวกับตาในเด็กทารกที่เกิดจากมารดาที่เป็นโรคเบาหวาน มารดาดื่มแอลกอฮอล์และใช้สารเสพติดในระหว่างตั้งครรภ์ เป็นต้น โดยปกติสารของทารกวิสัยทัศน์การมองเห็นจะค่อยๆพัฒนาไปตามเวลา ดังนั้นคุณแม่ควรทำการทดสอบปัญหาเกี่ยวกับตาอย่างละเอียดก่อนลูกน้อยอายุหนึ่งขวบ เพื่อวินิจฉัยหาความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นกับลูกน้อยของคุณ ปัญหาสายตาที่พบบ่อยที่สุดในทารก เยื่อบุตาอักเสบ เกิดจากการติดเชื้อไวรัสหรือท่อน้ำตาอุดตัน ส่งผลให้ตาขาวมีสีแดงหรือชมพู เปลือกตาบวม น้ำตาไหลมาก ตาแฉะมีขี้ตาเยอะคล้ายหนองสีเหลือง การรักษาเยื่อบุตาอักเสบสำหรับทารกด้วยการหยอดยาสำหรับตาที่ได้รับการสั่งจ่ายจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น ในกรณีที่มีขี้ตาออกเยอะให้ใช้สำลีสะอาดชุบน้ำอุ่นเช็ดจากหัวตาไปหางตา ควรเช็ดแล้วทิ้งไม่นำกลับมาใช้ซ้ำค่ะ ตาเหล่เทียม (Pseudostrabismus) มักพบในเด็กที่บริเวณสันจมูกยังโตไม่เต็มที่ และบริเวณหัวตากว้างจึงแลดูคล้ายตาเหล่เข้าใน ซึ่งเมื่อเด็กโตขึ้นดั้งจมูกสูงขึ้นภาวะตาเหล่นี้จะหายไปได้เองค่ะ เลซี่อาย (Lazy Eye) หรือ โรคตาขี้เกียจ เป็นภาวะที่ตาข้างหนึ่งมีโฟกัสมากกว่าตาอีกข้าง ส่งผลให้ตาข้างนั้นๆมองเห็นไม่ชัด และโรคตาขี้เกียจสามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยการสวมแว่นตาเพื่อกระตุ้นการมองเห็นที่ดีขึ้นค่ะ ในบางรายอาจต้องทำการรักษาด้วยการผ่าตัด ข้อควรระวังเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาสายตา แม้ว่าปัญหาสายตาจะทำให้คุณพ่อคุณแม่กังวล แต่สิ่งที่เราสามารถทำได้เพื่อกระตุ้นพัฒนาการมองเห็นของทารก อาทิเช่น การใช้ของเล่นแขวนในเปลที่เด็กสามารถโฟกัสได้ การพูดคุยกับลูกน้อยในทิศทางที่แตกต่างกัน เพื่อให้ลูกน้อยเปลี่ยนวิสัยทัศน์การมองโฟกัสมุมที่แตกต่างกัน รวมถึงการพาลูกน้อยของคุณออกไปยังสถานที่ต่างๆ เช่น...

อาการปวดหูในเด็ก – สาเหตุและการรักษา

อาการปวดหูในเด็ก – สาเหตุและการรักษา อาการปวดหูนั้นพบได้บ่อยในเด็กและมักจะบ่งบอกถึงการติดเชื้อในหู และลูกของคุณอาจต้องทนทุกข์ทรมาน อาการปวดหูมักส่งผลกระทบต่อหูชั้นกลางหรือชั้นนอกของเด็ก ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากหลายสาเหตุ บทความนี้เรารวบรวมปัจจัยที่ทำให้เกิดอาการปวดหูที่พบได้บ่อยมาฝากคุณพ่อคุณแม่ค่ะ สาเหตุของอาการปวดหูในเด็ก  โดยสาเหตุบางอย่างที่อาจทำให้เกิดอาการปวดหูหรือติดเชื้อที่หูในเด็ก ได้แก่ สิ่งแปลกปลอม ซึ่งเกิดจากเด็กเล็กมักชอบใส่ของเล็กๆเข้าไปในปากจมูกและหู ดังนั้นเมื่อมีสิ่งแปลกปลอมใส่เข้าไปในหูโดยไม่ตั้งใจหรือตั้งใจอาจทำให้เกิดอาการปวดหูได้ค่ะ ขี้หูอุดตัน ในบางครั้งเมื่อร่างกายผลิตขี้หูมากเกินไปหรือขี้หูที่มีอยู่ได้รับการผลักลึกลงไปในช่องหู อาจทำให้ปวดหูและได้ยินเสียงหึ่งหรือเสียงกริ่งค่ะ การติดเชื้อของไซนัสหรือไซนัสอักเสบ เมื่อรูจมูกหรือจมูกอักเสบจากการติดเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัส ซึ่งพบได้บ่อยในไซนัสอักเสบและ การติดเชื้อดังกล่าวอาจนำไปสู่อาการปวดหูรุนแรง การติดเชื้อในหูชั้นกลาง เมื่อหูชั้นกลางของเด็กติดเชื้อเนื่องจากการติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียก็อาจทำให้เกิดอาการปวดอย่างรุนแรง แรงดันในหู เนื่องจากความสูง เช่น เมื่อลูกเดินทางบนเครื่องบิน อาจมีอาการปวดหูเนื่องจากแรงดันในหูเปลี่ยนแปลง การติดเชื้อที่หู ในกรณีที่เด็กเป็นโรคหูเรื้อรังซึ่งอาจทำให้มีอาการปวดหูรุนแรงได้ค่ะ สัญญาณและอาการปวดหูในเด็ก สัญญาณและอาการปวดหูสามารถระบุหรือสังเกตได้จากพฤติกรรมบางอย่างที่ผิดปกติ ได้แก่ ลูกของคุณอาจมีปัญหาในการได้ยิน ในบางครั้งอาจมีอาการปวดหูขณะนอนหลับดูดนมหรือเคี้ยวอาหาร มีพฤติกรรมชอบดึงหรือถูหูมากกว่าปกติ ในบางครั้งอาจมีไข้ ปวดศีรษะ คลื่นไส้ร่วมด้วย หรือมีของเหลวไหลออกมาจากหู เป็นต้น ซึ่งอาการเหล่านี้คุณแม่สามารถดูแลอาการของลูกในเบื้องต้นได้เพื่อบรรเทาอาการปวดหู การบรรเทาอาการปวดหูในเด็ก วิธีการเยียวยารักษาเพื่อบรรเทาอาการปวดหูของเด็กด้วยตัวเอง ได้แก่ การประคบร้อนและเย็น คุณสามารถใช้ผ้าร้อนหรือผ้าเย็นเพื่อบรรเทาอาการปวดหูได้ ซึ่งการประคบร้อนและเย็นนั้นปลอดภัยและเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการบรรเทาอาการปวด ยาบรรเทาอาการปวด เช่น ไอบูโพรเฟน ฯลฯ ซึ่งควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาค่ะ เนื่องจากยาบางชนิดไม่ควรนำมาใช้กับเด็ก Tea-Tree Oil คือน้ำมันที่ได้จากการสกัดใบของต้นไม้พื้นเมืองประเทศออสเตรเลีย ซึ่งมีประสิทธิภาพมากในการบรรเทาอาการปวดหูสำหรับเด็ก น้ำมันนี้เต็มไปด้วยคุณสมบัติในการต่อต้านเชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย ต้านการอักเสบและน้ำยาฆ่าเชื้อ ...

ปัญหาสายตาที่พบบ่อยในเด็ก

ปัญหาสายตาที่พบบ่อยในเด็ก คุณแม่เคยมองตากับลูกของคุณหรือไม่ และคุณรู้ไหมว่าการของตาลูกของคุณ คุณจะรู้สึกถึงความอบอุ่น ดวงตาของเด็กสะท้อนทุกสิ่ง ความสุข ความเจ็บปวดของเขา และดวงตายังเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้สิ่งต่างๆ และบทความนี้จะมาบอกเล่าสิ่งสำคัญของดวงตาและปัญหาสายตาที่พบบ่อยในเด็กค่ะ สิ่งที่เป็นปัญหาสายตาที่พบบ่อยในเด็ก สายตาเอียง (Astigmatism) ปัญหาสายตาเอียงส่งผลกระทบต่อการมองเห็นของเด็ก เนื่องจากกระจกตาที่มีรูปร่างไม่เหมาะสมวัตถุทั้งที่อยู่ใกล้และไกลจะเบลอ และทำให้เกิดอาการปวดหัว ปวดตา หรือตาล้าหลังจากใช้สายตาเป็นเวลานาน สาเหตุสายตาเอียง เนื่องจากส่วนหน้าของตา(กระจกตาหรือเลนส์) มีความผิดปกติของความโค้งไม่เท่ากัน หรือความเรียบมีรูปร่างที่ผิดปกติ เมื่อแสงเข้าตาความผิดปกติจะไม่สามารถโฟกัสภาพได้ ทำให้มองเห็นเป็นภาพเบลอ หรือเห็นภาพผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริงทั้งในระยะใกล้และระยะไกล การรักษาปัญหาสายตาเอียงที่ทำการการมองเห็นไม่ชัดสามารถใส่แว่นสายตาได้ค่ะ ตาเหล่ (Strabismus) ปัญหาตาเหล่รู้จักกันทั่วไปว่าเป็นอาการของดวงตาที่ไขว้กัน ดวงตาหนึ่งหรือทั้งสองข้างอยู่ในแนวที่ไม่ตรงโดยหันเข้าหากัน ออกจากกัน รวมถึงตาเหล่ขึ้นบนหรือตาเหล่ลงล่าง ดวงตาไม่สามารถเล็งไปที่วัตถุเดียวกันอย่างต่อเนื่อง สาเหตุของตาเหล่ ที่เกิดกับเด็กยังไม่ปรากฏชัดเจนซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นช่วงหนึ่งเท่านั้นหรือที่เรียกว่าภาวะตาเข และในบางกรณีอาจเกิดจากการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของดวงตาหรือเส้นประสาท การรักษาปัญหาตาเหล่ ควรได้รับการรักษาโดยเร็วเพราะยิ่งได้รับการรักษาเร็วยิ่งได้ผลที่ดีมากขึ้น  ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความรุนแรงและสาเหตุของปัญหาตาเหล่ เช่น การใส่แว่นรักษาอาการตาเหล่ในรายที่มีอาการตาเหล่ระดับอ่อน เพื่อช่วยให้ดวงตากลับมามองได้ตรงตามปกติ ในบางกรณีอาจต้องได้รับการผ่าตัดกล้ามเนื้อตา เป็นต้น สายตาสั้น (Myopia) ปัญหาสายตาสั้น เป็นปัญหาสายตาหักเหที่เด็กสามารถมองเห็นวัตถุที่อยู่ใกล้ได้อย่างชัดเจน แต่วัตถุที่อยู่ไกลๆจะเบลอ โดยสามารถแก้ไขได้ด้วยเลนส์เว้าหรือเลนส์สายตาซึ่งต้องเปลี่ยนตามปัญหาความสั้นของสายตา สาเหตุของสายตาสั้น เกิดจากความผิดปกติของสายตาที่ไม่สามารถรับแสงหักเหไปทำให้การมองเห็นภาพหรือวัตถุในระยะไกรไม่ชัดเจนหรือเบลอ ปัญหาสายตาสั้นมีแนวโน้มได้รับการถ่ายทอดทางพันธุกรรม หรืออาจได้รับผลกระทบจากดวงตาในวัยเด็กหรือการใช้สายที่มากเกินไป เช่น การเล่นสมาร์โฟน การเล่นคอมพิวเตอร์ หรือการอานหนังสือในที่ที่มีแสงน้อย โดยต้องใช้สายตาเพ่งมองสิ่งต่าง ๆ เป็นเวลานาน ...

ผดร้อนในทารก

ผดร้อนในทารก  ผดร้อนที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเรื่องธรรมดาในเด็กและทารกเนื่องด้วยประเทศไทยเป็นเมืองร้อน แม้ว่าผดร้อนจะสร้างความน่ารำคาญแต่ก็สามารถรักษาได้ ดังนั้นบทความนี้เราจะมาเรียนรู้ผดผื่นร้อนในเด็กทารกรวมถึงวิธีการดูแลรักษา ผดผื่นร้อนคืออะไร ผื่นความร้อนเรียกอีกอย่างว่า ผื่นฤดูร้อนหรือผด, Heat rash, Prickly Heat หรือ Miliaria เป็นผดผื่นเล็กๆมีสีแดงสามารถขึ้นในส่วนต่างๆของร่างกาย โดยผดเหล่านี้มักกจะเกิดขึ้นในช่วงที่มีอากาศร้อนหรืออากาศอบอ้าวสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ซึ่งส่วนใหญ่มักจะขึ้นในบริเวณ คอ หน้าอก ก้น ท้อง และบริเวณที่มีการเสียดสีกัน เช่น ข้อพับแจน รักแร้ เป็นต้น ผดร้อนเป็นอาการทางผิวหนังที่ไม่อันตรายสามารถรักษาให้หายได้ค่ะ แต่ก็อาจจะก่อให้เกิดอาการคันหรือแสบทำให้เกิดความรู้สึกไม่สบายเพียงเล็กน้อยกับลูกของคุณค่ะ สาเหตุของผดผื่น ผดผื่นจากอาการร้อนจะปรากฏขึ้นหากลูกน้อยของคุณเหงื่อออกมาก เนื่องจากเหงื่อออกมากเกินไปทำให้รูขุมขนอุดตันและเหงื่อไม่สามารถออกมาได้ เด็กและทารกจะมีผดผื่นเนื่องจากรูขุมขนเล็กลงเมื่อเทียบกับผู้ใหญ่ และสามารถเกิดขึ้นได้ในช่วงฤดูหนาวหากลูกน้อยของคุณมีไข้หรือหากคุณสวมใส่เสื้อผ้าหลายชั้นทำให้เกิดการอับชื้นในบริเวณนั้น การรักษาผดร้อนในทารก การรักษาผดร้อนนั้นไม่มีการรักษาที่เฉพาะเจาะจงโดยเฉพาะ แต่สิ่งที่คุณแม่สามารถทำได้เพื่อให้ลูกน้อยของคุณผ่อนคลายจากอาการที่เกิดขึ้นค่ะ ได้แก่ การลดความร้อน โดยการถอดเสื้อผ้าของทารกเพื่อคลายความร้อยให้กับผิวหนัง การอาบน้ำในน้ำเย็นเพื่อกำจัดเหงื่อและล้างรูขุมขนค่ะไม่ควรใช้ขี้ผึ้งหรือครีมสำหรับผดผื่นเว้นแต่ว่าแพทย์แนะนำเท่านั้น รวมถึงการสวมใส่เสื้อผ้าให้เหมาะกบสภาพอากาศค่ะ เพื่อให้ผิวหนังของลูกน้อยสัมผัสกับอากาศธรรมชาติมากที่สุดค่ะ วิธีป้องกันผดผื่น   การป้องกันไม่ให้เกิดผดผื่นคันที่พบบ่อยในเด็กทารก ซึ่งคุณสามารถทำได้ดังนี้ หลีกเลี่ยงการสัมผัสอากาศร้อนจัด หรือสถานที่อบอ้าว สวมใส่สบาย ระบายอากาศได้ดี เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมโดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อน เนื่องจากคอ รักแร้ และข้อพับต่างๆมักเกิดผดร้อนได้ง่าย คุณแม่ควรดูแลให้บริเวณดังกล่าวแห้งหรือมีเหงื่อไหลออกมามากเกินไปค่ะ วันที่มีอากาศร้อนมากควรให้ลูกนอนหลับในห้องปรับอากาศหรือมีพัดลม แต่ไม่ควรจี้โดนตัวโดยตรงค่ะ เพียงให้แน่ใจว่าสายลมอ่อนโยนมาถึงพวกเขาในขณะที่พวกเขานอนหลับก็เพียงพอค่ะ การผดร้อนในทารกเกิดขึ้นง่ายมากค่ะ และลูกน้อยไม่สามารถสื่อสารหรือแสดงความรู้สึกไม่สบายได้ในช่วงที่มีอาการผื่นแดง คุณแม่ควรหมั่นดูแลอยู่เสมอค่ะ เพื่อช่วยให้ลูกขอคุณรู้สึกสบายตัวมากขึ้นค่ะ

ทารกก็เป็น “ฝี” ได้ – สาเหตุและการรักษา

ทารกก็เป็น “ฝี” ได้ - สาเหตุและการรักษา เนื่องจากทารกมีผิวที่บอบบางและระบบภูมิคุ้มกันของพวกเขายังอยู่ในช่วงการพัฒนา ทำให้มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่าย รวมถึงฝีที่อาจเกิดขึ้นกับทารกได้เช่นกันค่ะ ซึ่งในบางครั้งอาจมองเหมือนเป็นตุ่มยุงกัดธรรมดา ดังนั้นคุณแม่ควรสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นกับลูกน้อย และในบทความนี้เรามาทำความเข้าใจเกี่ยวกับฝีที่เกิดขึ้นกับทารก รวมถึงอาการและวิธีการดูแลรักษาอย่างไร ฝีคืออะไร ฝีเป็นก้อนเนื้อนุ่มที่ปรากฏบนผิวหนังเนื่องจากการติดเชื้อในต่อมหรือรูขุมขนชั้นใต้ผิวหนัง การติดเชื้อมักเกิดขึ้นเนื่องจากแบคทีเรียในกลุ่ม staphylococcus aureus แบคทีเรียนี้อาศัยอยู่บนผิวหนัง จมูกและปาก โดยปกติผิวหนังมักทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันแบคทีเรียเหล่านี้ป้องกันไม่ให้เข้าสู่ร่างกาย แต่เมื่อมีการขูดหรือกัดเป็นแผลเชื้อแบคทีเรียนี้จะเข้าสู่ร่างกายผ่านรอยแตกบนผิวหนังและพัฒนาเป็นฝีได้ ในช่วงแรกผิวหนังที่ได้รับผลกระทบจะกลายเป็นสีแดงและมีก้อนเนื้อปรากฏขึ้น เมื่อเวลาผ่านไปก้อนเนื้ออาจเปลี่ยนเป็นสีขาวและมีการสะสมของหนองค่ะ ฝีที่เกิดขึ้นสามารถติดต่อไปยังบุคคลที่สัมผัส การใช้สิ่งของเครื่องใช้ เช่น ผ้าเช็ดตัว แปรงสีฟัน ฯลฯ ได้อีกด้วย สาเหตุของการฝีในทารก ฝีเป็นกลไกการต้านเชื้อโรคของร่างกายเกิดขึ้นชั้นใต้ผิวหนัง โดยมีปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดฝีในทารกได้แก่ ระบบภูมิคุ้มกันต่ำ ขาดสุขอนามัยส่วนบุคคลที่ดี ขาดสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย การสัมผัสสารเคมีบางชนิด เช่น การใช้สบู่หรือครีม ผงซักฟอกรุนแรง ทำให้ผิวหนังระคายเคือง รวมสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวยเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่ายค่ะ และโดยทั่วไปแล้วฝีในทารกจะไม่นำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนใดๆ แต่หากการตุ่มนั้นถูกบีบหรือถูกแทงเปิดอาจทำให้เกิดแผลเป็นได้ สัญญาณและอาการของฝีในทารก  โรคฝีในทารกมักจะแสดงสัญญาณและอาการดังนี้ ผิวหนังที่ได้รับผลกระทบจะมีอาการบวมและแดง ในบางครั้งเด็กอาจมีไข้ร่วมด้วย หรืออาจเกิดขึ้นได้หลายจุด และต่อมน้ำเหลืองรอบๆแผลอาจบวมขึ้นค่ะ การรักษาฝีในทารก  สิ่งสำคัญในการรักษาฝีคือ การรักษาความสะอาดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อที่เหมาะสมและปิดด้วยผ้ากอซ เพื่อป้องกันการสัมผัสการเสียดสีกับสิ่งอื่น รวมถึงการป้องกันการแพร่กระจายของการติดเชื้อ หากดูเหมือนว่าแผลจะโตขึ้นหรือขยายใหญ่ขึ้นแพทย์อาจสั่งให้ยาปฏิชีวนะ และควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์โดยเคร่งครัดมิฉะนั้นจะมีการกำเริบของโรคค่ะ และในบางกรณีแพทย์อาจแนะนำให้ผ่าตัดเปิดแผลและล้างหนองออกเพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวด การป้องกันการเกิดฝีในทารก การป้องกันนั้นสามารถทำได้เพียงเพื่อหลีกเลี่ยงการติดเชื้อซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดฝี ได้แก่  - รักษาสุขลักษณะส่วนบุคคลที่เหมาะสมในลูกน้อยของคุณ - ล้างมือให้สะอาดทุกครั้งในขณะที่จับทารก - เปลี่ยนผ้าเช็ดตัวและผ้าปูที่นอนของทารกอย่างสม่ำเสมอ - ในกรณีที่เกิดฝีแล้วควรรักษาความสะอาด...

การติดเชื้อทรวงอกในเด็ก

การติดเชื้อทรวงอกในเด็ก การติดเชื้อที่หน้าอกเป็นเรื่องธรรมดาในเด็กและสามารถสังเกตได้ง่าย ซึ่งมักจะพัฒนาจากไข้หวัดและสามารถพัฒนาเป็นโรคที่คุกคามชีวิตได้หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รับการรักษา ดังนั้นในบทความนี้เรามาทำความเข้าใจกันว่า การติดเชื้อทรวงอกคืออะไร และมีวิธีการดูแลรักษาได้อย่างไร การติดเชื้อที่ทรวงอกคืออะไร การติดเชื้อที่หน้าอกสามารถแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ โรคหลอดลมอักเสบและโรคปอดบวม เด็กเล็กมีโอกาสเสี่ยงการติดเชื้อมากว่าช่วงวัยอื่น เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันยังคงพัฒนาได้ไม้เต็มที่เท่าช่วงวัยอื่นค่ะ การติดเชื้อที่หน้าอกมักจะเริ่มเป็นไข้หรือเป็นหวัดและจะพัฒนาอย่างรวดเร็วหากไม่ได้รับการรักษา และความแตกต่างระหว่างสองประเภทคือ โรคปอดบวมมีผลกระทบต่อถุงลมในปอด ในขณะที่โรคหลอดลมอักเสบส่งผลให้เกิดการอักเสบของเยื่อเมือกที่มีอยู่ในร่างกาย สาเหตุของการติดเชื้อทรวงอกในเด็ก การติดเชื้อทรวงอกสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัยซึ่งอาจทำงานควบคู่กันในบางกรณี ดังนี้ การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ซึ่งเป็นสาเหตุที่พบบ่อยโดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน ความแข็งแรงของภูมิคุ้มกัน เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของเด็กยังคงเจริญเติบโตไม่เต็นที่ จึงเป็นเรื่องง่ายสำหรับแบคทีเรียและไวรัสที่จะติดเชื้อในเด็กและทำให้เกิดการติดเชื้อที่หน้าอกได้ โรคภูมิแพ้ ในบางกรณีคุณอาจสังเกตเห็นว่าลูกของคุณติดเชื้อในเวลาเดียวกันทุกปี ซึ่งมักจะหมายความว่าเขาแพ้สิ่งที่เป็นไปตามฤดูกาล เช่น ละอองเกสรดอกไม้ตามฤดูกาล เป็นต้น โรคไข้หวัด สิ่งนี้เกิดขึ้นในเด็กส่วนใหญ่โรคหวัดมักเกิดจากการติดเชื้อทรวงอกหลังจากนั้นไม่นาน เกิดขึ้นเพราะความเย็นทำให้ร่างกายอ่อนแอต่อการถูกโจมตี เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง ระดับมลพิษทางอากาศรอบตัว เช่น ควันบุหรี่ ฯลฯ ซึ่งมีผลต่อสุขภาพของลูกคุณและอาจส่งผลให้เกิดการติดเชื้อทรวงอกได้เช่นกันค่ะ อาการของการติดเชื้อทรวงอกในเด็ก อาการของโรคติดเชื้อทรวงอกในเด็กและเห็นได้ชัดว่าลูกของคุณได้รับผลกระทบจากการติดเชื้อ ได้แก่ มีไข้สูง ไอและมีเสมหะสีเหลืองหรือสีเขียว หายใจลำบากพร้อมกับหายใจดังเสียงวี๊ด อัตราการเต้นของหัวใจเร็ว อาการปวดหรือแน่นเจ็บหน้าอก บางรายอาจมาพร้อมกับคลื่นไส้และอาเจียน การรักษาการติดเชื้อทรวงอกในเด็ก การรักษาโรคติดเชื้อทรวงอกในเด็กนั้นค่อนข้างง่ายไม่ร้ายแรงและจะดีขึ้นเองภายในเวลาไม่กี่วันหรือไม่กี่สัปดาห์ ซึ่งลูกของคุณจะต้องได้รับการดูแลในระยะแรกของการเจ็บป่วยเพื่อบรรเทาอาการที่เกิดขึ้น และสามารถดูแลรักษาได้เองที่บ้านโดยมีวิธีการรักษามีดังนี้ ยาพาราเซตามอล สามารถช่วยลดไข้และลดความแออัดในหน้าอกได้ค่ะ การใช้น้ำเกลือล้างจมูก เพื่อช่วยบรรเทาอาการคัดจมูกและบรรเทาเสมหะได้ดี การสูดดมไอน้ำเป็นอีกวิธีที่ยอดเยี่ยมในการลดอาการคัดจมูกค่ะ การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ดื่มน้ำสะอาด และการพักผ่อนที่เพียงพอเพื่อกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันค่ะ การติดเชื้อทรวงอกนั้นโดยปกติอาการเหล่านี้จะหายไปภายใน 2-3 สัปดาห์หลังจากการได้รับการรักษาจากที่บ้าน หากอาการของอาการไม่ดีขึ้นหรือพบว่าลูกของคุณหายใจลำบากรู้สึกไม่สบายหรือไอมีเสมหะปนคราบเลือดควรรีบพบแพทย์ทันที
31แฟนคลับชอบ
0ผู้ติดตามติดตาม
6ผู้ติดตามติดตาม
- Advertisement -

เรื่องน่าอ่าน