วิธีจัดการกับหูดในเด็ก

หูดเป็นโรคผิวหนังชนิดหนึ่งที่พบได้ในเด็กค่ะ มีลักษณะเป็นตุ่นนูนเล็กๆพบบ่อยในมือและเท้าของเด็ก ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อ Human Papillomavirus (HPV) โดยสามารถรับไวรัสนี้ได้ทุกที่หากสัมผัสหรือใช้สิ่งของที่มีการปนเปื้อนของเชื้อ แต่ไม่จำเป็นว่าเด็กทุกคนที่สัมผัสกับผู้ติดเชื้อแล้วเด็กจะได้รับหูดมาด้วยค่ะ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระดับภูมิคุ้มกันของเด็กเองหากเด็กมีระดับภูมิคุ้มกันที่ต่ำเขาก็มีโอกาสติดเชื้อมากขึ้นค่ะ ถึงแม้ว่าหูดจะเป็นโรคติดต่อ แต่ไม่เป็นอันตรายแต่ก็สร้างความรำคาญใจให้กับคุณพ่อคุณแม่ เมื่อพบเห็นสิ่งเหล่านี้บนตัวของลูกน้อย วันนี้เรามีเคล็ดดีๆในการกำจัดหูดในเด็กมาฝากค่ะ สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดหูดในเด็ก ได้แก่ ภูมิคุ้มกันต่ำซึ่งทำให้ลูกของคุณไวต่อการติดเชื้อได้ง่าย บาดแผลหรือรอยขีดข่วน พฤติกรรมการกัดเล็บเนื่องจากเล็บมักเป็นที่สะสมของเชื้อโรคต่างๆ นอกจากนี้ถ้าเด็กเล่นด้วยเท้าเปล่าในสวนสาธารณะและสถานที่สาธารณะโอกาสที่จะเกิดหูดที่ฝ่าเท้าสูงเช่นกันค่ะ เคล็ดลับจัดการหูดในเด็ก สามารถทำเองได้ที่บ้าน กระเทียม ซึ่งเป็นยารักษาที่มีประสิทธิภาพมากสำหรับหูด เนื่องจากมีฤทธิ์กัดกร่อนค่ะโดยการทากระเทียมบดบนหูดเป็นเวลา 2 สัปดาห์แผลพุพองจะแห้งและหลุดออกเอง แอปเปิ้ลไซเดอร์ ซึ่งเป็นน้ำส้มสายชูหมักที่มีสภาพเป็นกรดตามธรรมชาติและมีประสิทธิภาพในการกำจัดหูด โดยการนำชุบสำลีทาบนหูดหรือติดสำลีนั้นบนหูดทิ้งไว้ 3 ชั่วโมงแล้วล้างออก วิตามินซี นำวิตามินซีที่มีจำหน่ายในร้านค้ามาบดผสมกับน้ำ ทาบนหูดทิ้งไว้ 2-3 ชั่วโมง ซึ่งอาจรู้สึกแสบร้อนเล็กน้อยค่ะ เบกกิ้งโซดาเป็นสารประกอบอีกชนิดหนึ่งที่มีสภาพเป็นกรดและช่วยรักษาหูดได้ค่ะ โดยการนำเบกกิ้งโซดาผสมน้ำส้มสายชูแล้วทาบนหูดวันละ 2 ครั้ง แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด ว่านหางจระเข้ ซึ่งมีคุณสมบัติในการต้านการอักเสบ นำเจลในว่านหางจระเข้ทาบนหูดวิธีนี้ให้ทำทุกวัน 2-3 สัปดาห์จนกระทั่งหูดหายไป เปลือกกล้วย ขูดบริเวณเนื้อเยื่อด้านในของปลอกกล้วยแล้วนำมาทาที่หูดทิ้งไว้ค้างคืน ให้ทำทุกวัน 2-3 สัปดาห์จนกระทั่งหูดหายไป ใบกระเพรา เป็นที่รู้กันดีว่ามีสรรพคุณทางยามากมาย คุณสมบัติต้านไวรัสฆ่าไวรัสในหูดได้  บดใบโหระพาด้วยน้ำแล้วนำไปวางบนหูดอาจใช้พลาสเตอร์ปิดไว้...

เหงื่อออกมากในเด็ก

ลูกของคุณเหงื่อออกมากเกินไปหรือหรือเปล่า ซึ่งในบางครั้งอาการเหงื่อออกมากๆอาจจะเป็นอาการของปัญหาสุขภาพพื้นฐานค่ะ เหงื่อออกมากเกินไปในเด็กก่อนวัยเรียนและวัยรุ่นเป็นเรื่องปกติ เด็กในช่วงวัยนี้มักจะมีเหงื่อที่ฝ่ามือ หลัง รักแร้ หรือเหงื่อออกที่ใบหน้ามากเกินไป แต่ในทางตรงกันข้ามการมีเหงื่อออกมากๆในเด็กเล็กนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนักและบางครั้งก็อาจเป็นอาการของโรคได้ค่ะ เหงื่อออกเป็นกลไกของร่างกายในการควบคุมอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นของร่างกาย ความร้อนภายในร่างกายจะถูกปลดปล่อยออกจากร่างกายด้วยการขับเหงื่อออกมา หรือเหงื่อออกที่ฝ่ามืออาจเกิดขึ้นได้เมื่อบุคคลนั้นรู้สึกประหม่าหรือตื่นเต้น เป็นต้น ซึ่งอารมณ์หรือสุขภาพที่ซับซ้อนสามารถกระตุ้นต่อมเหงื่อตลอดเวลา และอาการเหงื่อออกมากเกินไปในเด็กขึ้นอยู่กับปัจจัยต่อไปนี้ เสื้อผ้าหรือสภาพแวดล้อม เสื้อผ้าที่อบอุ่นในช่วงอากาศร้อนอาจทำให้เหงื่อออกมากเกินไปได้ค่ะ การติดเชื้อ อาการของการเจ็บป่วย อาจทำให้เหงื่อออกมากเกินไป เช่น วัณโรค เป็นต้น ไทรอยด์เป็นพิษ เหงื่อออกมากเป็นสัญญาณความไม่สมดุลของฮอร์โมนไทรอยด์นี้จะมาพร้อมกับอาการอื่นๆ เช่น ลดน้ำหนัก คลื่นไส้ หรือท้องเสีย โรคเบาหวาน หากลูกของคุณมีเหงื่อออกมาก และเหงื่อมีกลิ่นเหมือนอะซิโตนหรือน้ำยาล้างเล็บที่รู้จักกันดี ผลข้างเคียงจากยาบางชนิด โรคหัวใจและหลอดเลือด ทารกที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวมักมีอาการอื่น นอกเหนือจากการมีเหงื่อออกมาก ไอบ่อย อ่อนเพลีย หัวใจเต้นเร็ว ขณะกินอาหารหายใจเร็ว อาการเหงื่อออกมากเกินไปในเด็กเล็ก อาจสังเกตได้จากมีเหงื่อออกที่ใบหน้าของลูก หรือมีเหงื่อซึมผ่านเสื้อผ้า ในขณะที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่สะดวกสบาย หากมีเหงื่อออกมากเกินไป อาการบางอย่างก็จะตามมาด้วย ได้แก่ ภาวะเหงื่อออกที่มองเห็นได้และความเปียกชื้น ลูกของคุณอาจมีเหงื่อออกมากเกินไปที่ฝ่ามือ แผ่นหลัง รักแร้ ฯลฯ การติดเชื้อที่ผิวหนัง เหงื่อออกมากเกินไปบางครั้งสามารถเพิ่มความเสี่ยงของการติดเชื้อที่ผิวหนังได้ค่ะ การรักษาเหงื่อออกมากในเด็ก  การรักษาภาวะเหงื่อออกมากนั้นขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการขับเหงื่อที่ลูกของคุณ เช่น...

ไข้มาลาเรียในเด็ก

โรคไข้มาลาเรีย โรคร้ายแรงที่ส่งผลกระทบต่อเด็กและผู้ใหญ่ พบว่าเป็นสาเหตุการตายอันดับต้นๆของเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี มาลาเรียมียุงก้นปล่องเป็นพาหะนำโรค การติดเชื้อนี้ทำให้เกิดไข้หนาวสั่นและมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ในเด็กเล็ก โรคมาลาเรียสามารถรักษาได้ค่ะ แต่จะต้องได้รับการรักษาโดยเร็ว เพราะถ้าหากติดเชื้อรุนแรงอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนและอาจทำให้เสียชีวิตได้ค่ะ มาลาเรีย (Malaria) เป็นโรคมที่มียุงก้นปล่องเพศเมียเป็นพาหะ แพร่กระจายในเด็กเล็กและผู้ใหญ่ผ่านการกัดของยุงตัวเมียที่ติดเชื้อปรสิตที่เกิดจากเชื้อ พลาสโมเดียม (Plasmodium) ซึ่งทำลายระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายและส่งผลกระทบต่อเด็กรุนแรง เชื้อพลาสโมเดียมที่ทำให้เกิดโรคในคนมี 5 ชนิด ได้แก่ พลาสโมเดียมฟัลซิพารัม (P. falciparum) เป็นเชื้อที่พบได้บ่อยที่สุดในประเทศไทย พลาสโมเดียมไวแว็กซ์ (P. vivax) เป็นเชื้อที่พบในเอเชียและละตินอเมริกา พลาสโมเดียมโอวาเล่ (P.ovale) พบในหมู่เกาะแปซิฟิกและแอฟริกาตะวันตก พลาสโมเดียมมาลาเรีย (P. malariae) เชื้อชนิดนี้ค่อนข้างหายากและเป็นเชื้อที่ทำให้เกิดการติดเชื้อเรื้อรัง พลาสโมเดียมโนว์ไซ Z(P. Knowlesi)X พบในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การติดเชื้อชนิดนี้ส่งผลกระทบรุนแรงและรวดเร็ว นอกเหนือจากการถูกยุงกัด สาเหตุอื่นของมาลาเรียยังรวมถึงการถ่ายเลือดหรือการใช้เข็มร่วมกัน และคุณแม่ตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อมาลาเรียอาจแพร่เชื้อไปสู่ลูกในครรภ์ก่อนหรือระหว่างการคลอด เรียกว่า มาลาเรียที่มีมาแต่กำเนิด มาลาเรียมีระยะฟักตัวระหว่าง 10 วันถึง 4 สัปดาห์หลังจากการติดเชื้อค่ะ อาการของโรคมาลาเรียในเด็ก ทารกที่ได้รับผลกระทบจากมาลาเรีย อาจมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน เช่น ไม่ไข้ ไอ เบื่ออาหาร...

การดูแลสายสะดือทารกแรกเกิด

การดูแลสายสะดือของทารกหลังคลอดนั้นง่ายกว่าที่คิดและนี่คือสิ่งที่คุณแม่ต้องรู้ค่ะ วันนี้เราจะมาแชร์ข้อมูลดีๆเกี่ยวกับการดูแลสายสะดือของทารกค่ะ สายสะดือทำหน้าที่เป็นเส้นทางสำหรับสารอาหารแก่ทารกที่กำลังเจริญเติบโตภายในร่างกายของแม่ ในขณะที่ปลายอีกด้านเชื่อมต่อกับรกบนผนังด้านในของมดลูกที่ให้ออกซิเจน และการบำรุงที่จำเป็นแก่ทารกค่ะ ซึ่งสายสะดือจะเกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ 7 ของการตั้งครรภ์ การ ให้สารอาหารที่จำเป็นทั้งหมดแก่ทารกในครรภ์ระหว่างการเจริญเติบโต สายสะดือส่วนใหญ่ประกอบด้วย หลอดเลือดดำเพื่อลำเลียงออกซิเจน และเลือดจากรกของแม่ไปยังทารก เส้นเลือดแดงเพื่อส่งเลือดที่ไม่มีออกซิเจนและของเหลวอื่นๆจากทารกไปยังรกค่ะ เมื่อทารกคลอดออกมาจากครรภ์ของแม่สายนี้จะถูกดึงออกมาด้วย ซึ่งแพทย์จะทำการตัดออกโดยที่ปลายด้านหนึ่งถูกหนีบใกล้กับร่างกายของทารก และติดอยู่กับทารกเป็นเวลา 7 – 21 วัน ลักษณะของสายสะดือนั้นมีสีเขียวอมเหลืองเมื่อแรกเกิด และจะเปลี่ยนเป็นสีดำในช่วงระยะเวลาหนึ่งก่อนที่มันจะผ่านกระบวนการทำให้แห้งตามธรรมชาติและหลุดออกไปในที่สุดค่ะ ซึ่งต้องได้รับการดูแลและใส่ใจเพื่อป้องกันการระคายเคืองและการติดเชื้อ เคล็ดลับสำหรับการดูแลสายสะดือทารกแรกเกิด ความสะอาดและแห้งเป็นสิ่งสำคัญมากค่ะ สายสะดืออาจดูไม่สะอาดและเหนียวในบางครั้ง แต่นั่นคือสัญญาณแสดงถึงความจำเป็นต้องทำความสะอาด คุณแม่สามารถเช็ดทำความสะอาดด้วยน้ำอุ่นหมาดๆ และซับด้วยผ้าแห้งอ่อนนุ่มให้แห้งค่ะ อย่าใช้แอลกอฮอล์หรือสบู่นะคะ เพราะอาจทำให้เกิดการระคายเคืองได้เนื่องจากผิวบริเวณนั้นมีความบอบบางมากค่ะ การอาบน้ำให้ลูกน้อย เลือกใช้ฟองน้ำอาบน้ำแทนการแช่น้ำเป็นเวลานานๆค่ะ หลีกเลี่ยงการปกคลุมด้วยผ้าอ้อมหรือเสื้อผ้าที่รัดแน่นจนเกินไป เนื่องจากผ้าอ้อมเด็กอาจกดทับที่สายสะดื้อของทารก และอาจทำให้เกิดการอับชื้นได้ค่ะ ไม่ควรดึงหรือแคะสายสะดื้อ ควรให้หลุดเองไปตามธรรมชาติซึ่งอาจทำให้เป็นแผลและเลือดออกได้ เสี่ยงต่อการติดเชื้อค่ะ สัญญาณของการติดเชื้อสายสะดือ การติดเชื้อสายสะดือ พบไม่บ่อยนักในเด็กแรกเกิด แต่ก็มีความสำคัญอย่างยิ่งที่คุณแม่จะต้องคอยเฝ้าดูบริเวณสะดือ และตรวจสอบให้แน่ใจว่าไม่มีการติดเชื้อเกิดขึ้น ซึ่งคุณแม่สามารถสังเกตอาการผิปกติได้ดังนี้ ฐานของสายสะดือเปลี่ยนเป็นสีแดงหรือบวม ท้องของทารกบวม สายสะดือมีหนองหรือมีกลิ่นเหม็นออกมา มีไข้สูง ง่วงซึม เบื่ออาหาร ไม่สบายตัว ร้องไห้กวน การรักษาสายสะดือติดเชื้อ แพทย์อาจสั่งยาปฏิชีวนะเพื่อกำจัดเชื้อ และหากพบว่าลูกมีอาการผิดปกติเพิ่มขึ้น มีเลือดออกที่สะดือควรรับพบแพทย์ทันทีค่ะ สายสะดือมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาของทารกในครรภ์ และต้องการการดูแลอย่างเพียงพอเมื่อทารกเกิดค่ะ...

โรคภูมิแพ้

โรคภูมิแพ้พบได้บ่อยในเด็กเมื่อเทียบกับผู้ใหญ่ การแพ้เกิดขึ้นเมื่อระบบภูมิคุ้มกันมีปฏิกิริยากับสารก่อภูมิแพ้ที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ เช่น ไรฝุ่น เกสร ขนสัตว์เลี้ยง พิษจากแมลง รวมถึงสารก่อภูมิแพ้ในอาหาร อาการแพ้ทำให้เกิดอาการไม่รุนแรงจนถึงอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ค่ะ บทความนี้เรารวบรวนข้อมูลเกี่ยวกับโรคภูมิแพ้มาฝากคุณพ่อคุณแม่ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือดูแลและป้องกันโรคภูมิแพ้ที่อาจเกิดขึ้นกับลูกน้อยของคุณ โรคภูมิแพ้เป็นโรคยอดนิยมที่พบในเด็ก เนื่องด้วยสภาพแวดล้อมในปัจจุบันการเจือปนของสาร ฝุ่น ควันต่างๆในอากาศโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมเมือง ส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานเพิ่มขึ้น รวมถึงการเจริญเติบโตระบบต่างๆของร่างกายเด็กยังไม่สมบูรณ์เท่าในผู้ให้ ทำให้เพิ่มโอกาสในการเจ็บป่วยในง่ายขึ้นค่ะ อาการแพ้ต่อสารที่พบมาก ได้แก่ ภูมิแพ้อากาศ ภูมิแพ้อาหาร ภูมิแพ้แมลงสัตว์กัดต่อย ภูมิแพ้ผิวหนัง เป็นต้น ซึ่งสาเหตุของการแพ้และแสดงอาการแพ้ที่แตกต่างกันไป แต่โดยทั่วไปจะเกิดการแพ้หลังจากการสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ ดังนี้ ภูมิแพ้อาหาร เป็นโรคภูมิแพ้ที่พบบ่อยที่สุดในเด็ก เช่น แพ้นมวัว แพ้ถั่วลิสง เป็นต้น ซึ่งอันตรายใกล้ตัวที่คุณพ่อคุณแม่ต้องระวังเป็นพิเศษค่ะ ในบางรายมีอาการรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต อาการแพ้อาหารจะแสดงอาการต่างๆในหลายระบบของร่างกาย ได้แก่ อาการแพ้ที่แสดงต่อผิวหนัง มีอาการคัน ผื่นขึ้นทั้งตัวหรือเป็นบางส่วนของร่างกาย อาการแพ้ที่แสดงต่อระบบทางเดินอาหาร ซึ่งพบได้ตั้งแต่ อาเจียนบ่อย ท้องผูก ท้องอืด ท้องเสียหรือถ่ายเป็นมูกเลือด ฯลฯ และอาการแพ้ที่แสดงต่อระบบทางเดินหายใจ มีอาการตั้งแต่คัดจมูก คันตา น้ำมูกไหล ไอ จนกระทั่งเป็นปอดอักเสบ การอุดกั้นทางเดินหายใจ และสามารถเกิดพร้อมกันได้ทุกระบบค่ะ ภูมิแพ้อากาศ...

ความผิดปกติทางการพูดของเด็ก

สวัสดีค่ะ วันนี้เราจะมาพูคุยกันในเรื่องของความผิดปกติทางด้านการพูดของเด็กกันค่ะ หลายบ้านอาจกำลังประสบปัญหาลูกพูดช้า หรือพูดไม่ชัด วันนี้เราจะพาคุณพ่อคุณแม่ไปหาคำตอบกันค่ะ ขณะที่เด็กๆเรียนรู้ที่จะพูดเป็นเรื่องปกติที่เด็กๆจะมีปัญหาในการพูด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ทักษะการพูด เมื่อเวลาผ่านไปเด็กได้เรียนรู้วิธีการพูดการออกเสียงได้อย่างถูกต้องมากขึ้นค่ะ ในเด็กที่มีความผิดปกติของเสียงพูดมีปัญหาในการสร้างเสียงคำหรือวลีที่ชัดเจนคล่องแคล่ว อาจจะเนื่องมาจากการพัฒนาทางระบบประสาท หรือความแตกต่างของโครงสร้าง เช่น ภาวะปากแหว่ง เพดานโหว่ เป็นต้น ซึ่งความผิดปกติทางด้านการพูดของเด็กที่เกิดขึ้นสามารถรักษาได้ หากตรวจพบตั้งแต่เนิ่นๆค่ะ ความผิดปกติเหล่านี้คุณพ่อคุณแม่สามารถสังเกตได้ตั้งแต่อายุลูกก่อน 1 ปีค่ะ ซึ่งประเภทของการพูดผิดปกติในเด็กวัยหัดเดินที่พบได้บ่อย เช่น ไม่สามารถออกเสียงหรือพูดให้ชัดเจนในบางคำ ความล่าช้าของพัฒนาการด้านการพูดกว่าวัย ไม่สามารถพูดอ่านและเขียนได้ มันมักจะถูกตรวจพบในเด็กอายุเกิน 4 ปี มีปัญหาการได้ยินทำให้ไม่สามารถสื่อสารได้ค่ะ สาเหตุของความผิดปกติส่วนใหญ่ไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดค่ะ ซึ่งอาจมีแนวโน้มมาจากครอบครัวที่มีประวัติการพูดไม่ชัดหรือช้า ความผิดปกติทางกายภาพ รูปปากทำให้มีอุปสรรคต่อการพูด ความผิดปกติของระบบประสาทหรืออาการบาดเจ็บที่สมอง สูญเสียการได้ยินหรือการติดเชื้อที่หูบ่อย พัฒนาการผิดปกติ เช่น ออทิสติก เด็กกลุ่มอาการดาวน์ เป็นต้น และยังพบในเด็กบางรายที่ขาดการสนับสนุนการเรียนรู้ในบ้าน ขาดการกระตุ้นทักษะการเรียนรู้หรือขาดแรงจูงใจในการสื่อสารของเด็กค่ะ การวินิจฉัยและการแก้ไขความผิดปกติทางการพูด คุณพ่อคุณแม่สามารถสังเกตความผิดปกติที่เกิดขึ้นได้ตั้งแต่ลูกอายุ 1 ปีหรือเมื่อลูกเริ่มมีปัญหาด้านการสื่อสาร เช่น การแสดงท่าทางแทนการพูด การใช้นิ้วชี้ในสิ่งที่ต้องการ ฯลฯ คุณพ่อคุณแม่ควรพาลูกมาพบแพทย์เพื่อตรวจประเมินพัฒนาการเกี่ยวกับภาษาพูดและการสื่อสาร และในขั้นตอนแรกตรวจสอบการได้ยินของเด็กก่อนเพื่อให้แน่ใจว่าเด็กได้ยินปกติ หากไม่สูญเสียการได้ยินแพทย์จะทำการประเมินความผิดปกติที่เกิดขึ้น เช่น เสียงพูดไม่ชัด ความเข้าใจด้านการใช้ภาษา ฯลฯ เพื่อทำการวางแผนการกระตุ้น ฝึกทักษะการออกเสียง...

ทำอย่างไร เมื่อลูกเล็บขบ

เล็บเท้าคุดในเด็กเป็นปัญหาสุขภาพอย่างหนึ่งที่ดูแล้วอาจจะแปลกประหลาดสำหรับคุณพ่อคุณแม่ แต่เป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่อาจต้องเผชิญค่ะ ปัญหาเล็บคุดสร้างความเจ็บปวดให้แก่ลูกของคุณ และอาจนำไปสู่การติดเชื้อต่างๆได้ค่ะ ดังนั้นจึงไม่ควรมองข้ามค่ะ วันนี้เราจะมาทำความเข้าใจรวมถึงการดูแลรักษาปัญหาเล็บคุดกันค่ะ เล็บเท้าคุดเกิดขึ้นเมื่อเล็บเท้าโตผิดปกติเมื่อมุมหรือขอบของเล็บเท้า เริ่มโค้งเข้าด้านในของผิวเท้าของนิ้วเท้า ทำให้รู้สึกเจ็บปวดและอาจเกิดการติดเชื้อได้เนื่องจากแบคทีเรียมักจะอาศัยอยู่รอบๆเท้าค่ะ และปัจจัยเสี่ยงของเล็บเท้าคุดในเด็กมีสาเหตุหลายประการดังนี้ การตัดเล็บไม่เหมาะสม สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของเล็บเท้าคุดค่ะ การตัดเล็บให้สั้นเกินไปหรือตัดในรูปแบบที่โค้งมนมากทำให้ผิวรอบข้างอาจปิดที่ปลายเล็บ เล็บที่งอกมาอาจกลับมาอยู่ที่ผิวหนังได้ค่ะ รองเท้าคับแน่น เป็นอีกสาเหตุที่เป็นไปได้ของเล็บเท้าคุด หากเท้าของเด็กโตเร็วและเขาสวมรองเท้าที่เล็กแน่นเกินไป ซึ่งสามารถดันผิวนิ้วเท้าที่บริเวณมุมของเล็บค่ะ การงอกของเล็บที่ผิดปกติ บางครั้งความผิดปกติของเท้าหรือนิ้วเท้าอาจทำให้เกิดแรงกดบนเล็บได้ บางคนเกิดมาพร้อมกับเล็บเท้าที่ใหญ่เกินไป เล็บโค้งต่ำเกินไปค่ะ พันธุกรรม หากลูกของคุณคุดเล็บเท้าโดยไม่มีเหตุผลใดๆก็อาจเป็นเพราะกรรมพันธุ์ บางคนเกิดมาพร้อมกับเล็บที่โค้งงอแปลกๆ ซึ่งทำให้พวกเขามีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นในการพัฒนาความเจ็บป่วยนี้บ่อยครั้ง อาการที่เกิดจากคุดเล็บเท้าในเด็ก อาการเจ็บปวดอาจเป็นอาการเดียวของเล็บเท้าคุดที่เกิดขึ้น โดยอาการเริ่มแรกที่แสดงคือ อาการบวมบริเวณที่ได้รับผลกระทบของเล็บคุด บริเวณที่เจ็บปวดรอบๆเล็บที่มีลักษณะอักเสบ ก่อให้เกิดหนองมีกลิ่นเหม็น ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาเล็บเท้าคุดอาจทำให้ติดเชื้อในผิวหนังได้และอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นได้ค่ะ การดูแลแก้ไขปัญหาเล็บคุดสำหรับเด็ก ส่วนใหญ่ปัญหาเล็บเท้าคุดในเด็กสามารถดูแลได้ที่บ้านค่ะ หากเล็บเท้าของเด็กไม่มีการติดเชื้อให้ทำตามคำแนะนำดังนี้ แช่เท้าที่มีปัญหาเล็บคุดในน้ำเกลืออุ่นๆประมาณ 20 - 30 นาที วันละ 2 - 3 ครั้ง เพื่อให้ผิวและเล็บอ่อนนุ่ม ลดอาการบวมและปวด นวดส่วนที่มีการอักเสบเบาๆเพื่อให้หนังกำพร้าหลุดออกจากเล็บ คุณพ่อคุณแม่สามารถนำสำลีแช่ในมันมะกอกเพื่อผลักผิวออกห่างจากเล็บคุด จากนั้นค่อยๆตัดเล็บบริเวณที่เกิดเล็บคุด และใช้ครีมยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันการติดเชื้อค่ะ เคล็ดลับในการป้องกันเล็บเท้าคุดในเด็ก ซึ่งมีเคล็ดลับง่ายๆในการป้องกันดังนี้ ตรวจสอบเล็บเท้าเด็ก เช่น หลังอาบน้ำเพื่อเห็นสัญญาณของเล็บเท้าคุดที่อาจเกิดขึ้นค่ะ การตัดเล็บไม่ควรตัดตรงและไม่ตัดสั้นเกินไป รองเท้าควรเหมาะสมสำหรับเท้าของเด็ก ไม่เล็กแน่นเกินไปค่ะ ...

ปัญหาผื่นผ้าอ้อมในเด็ก

ผื่นผ้าอ้อมเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยที่สุดสำหรับคุณแม่ทุกคน อาจมีสาเหตุหลายประการที่ผื่นผ้าอ้อมเกิดขึ้นรวมถึงความรุนแรงของผื่นบนผิวของลูกน้อยความเจ็บปวดเมื่อเกิดขึ้นกับลูกน้อยสิ่งที่พ่อแม่ไม่ต้องการเห็นลูกร้องไห้เนื่องจากความเจ็บปวด ในบทความนี้เราจะพูดถึงสาเหตุที่สำคัญของผื่นผ้าอ้อมและข้อควรระวังรวมถึงการดูแลลูกน้อยค่ะ ผื่นผ้าอ้อมอาจปรากฏขึ้นเมื่อลูกน้อยของคุณเริ่มใส่ผ้าอ้อมส่งผลกระทบต่อผิวใต้ผ้าอ้อม ผื่นผ้าอ้อมเด็กหรือโรคผิวหนังจากผ้าอ้อมเป็นอาการทางผิวหนังที่พบบ่อย ซึ่งโดยทั่วไปจะมีผลต่อทารกและเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบ โดยมีสาเหตุหลักมากจากการสวมผ้าอ้อมเปียกหรือสกปรกนานเกินไป ความชื้นผสมกับแบคทีเรียที่มีอยู่ในอุจจาระของลูกน้อย การสวมใส่ผ้าอ้อมแน่นๆ และแรงเสียดทานสามารถทำให้ระคายเคืองผิวของเด็กได้ เนื่องจากผิวเด็กมีความบอบบางมากไวต่อสารเคมี เช่น น้ำหอมของผ้าอ้อมสำเร็จรูปบางชนิด ผงซักฟอก สารเคมีในผ้าเช็ดทำความสะอาด แป้งเด็กและผลิตภัณฑ์อื่นๆ อาจเป็นสาเหตุของผื่นได้เช่นกันค่ะ ผื่นผ้าอ้อมอาจเกิดจากสาเหตุหลายประการค่ะ แม้ว่าจะเป็นปัญหาชั่วคราวแต่ผิวหนังที่ระคายเคืองอาจทำให้ลูกน้อยรู้สึกไม่สบายตัว ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จำเป็นที่จะต้องเข้าใจถึงปัญหาผื่นผ้าอ้อมและการป้องกันแก้ไขจะช่วยให้ลูกน้อยรู้สึกสบายตัวมากขึ้นค่ะ โดยจะแสดงสัญญาณบางอย่างที่ควรระวังในเด็กที่ใส่ผ้าอ้อม ได้แก่ รอยสีชมพูหรือสีแดง อุณภูมิของผิวหนังบริเวณนั้นร้อนขึ้น การลอกของผิวหนังหรือผิวแห้งกร้านบริเวณที่ใส่ผ้าอ้อม อาจเป็นสัญญาณของผื่นผ้าอ้อมได้ค่ะ ลูกน้อยร้องไห้ในขณะที่คุณทำความสะอาดบริเวณผ้าอ้อม หรือบริเวณก้นของทารกอาจมีเลือดออกหากมีผื่นผ้าอ้อมอย่างรุนแรง การรักษาผื่นผ้าอ้อม ขั้นตอนที่ใช้ในการรักษาขึ้นอยู่กับความรุนแรงของผื่นที่เกิดขึ้น หากมีผื่นที่ไม่รุนแรงคุณจะสามารถรักษาผื่นด้วยตัวเองโดยทำให้บริเวณนั้นสะอาดและแห้ง ใช้การซับแทนการถูไปมาเพราะการถูอาจทำให้เกิดการระคายเคืองมากขึ้นค่ะ ในกรณีที่รุนแรงแพทย์อาจแนะนำให้ใช้ครีมผื่นผ้าอ้อม หรือขี้ผึ้งสำหรับผื่นผ้าอ้อมมีอยู่ในร้านขายยาทั่วไปค่ะ การป้องกันผื่นผ้าอ้อม ควรเปลี่ยนผ้าอ้อมของลูกน้อยทุก 4 ชั่วโมงหรือทันทีที่มันหนักหรือสกปรกจากการถ่ายอุจจาระ รักษาความสะอาด หลังจากปัสสาวะหรืออุจจาระ หรือการเปลี่ยนผ้าอ้อมทุกครั้งให้ทำความสะอาดซับผิวให้แห้ง หลีกเลี่ยงการใช้ผ้าเช็ดทำความสะอาดแบบใช้แล้วทิ้ง เพราะมันอาจทำให้ผิวระคายเคืองค่ะ หลีกเลี่ยงการใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูปเมื่อไม่จำเป็น เพราะการใส่ผ้าอ้อมตลอดเวลาโดยเฉพาะให้ช่วงอาการร้อน ทำให้เหงื่อออกมากส่งผลให้เกิกการอับชื้นและเสียดสีกับผ้าของลูกน้อยได้ เลือกผ้าอ้อมที่เหมาะสม ไม่คับแน่นหรือรัดจนเกินไปค่ะ กรณีที่ใช้ผ้าอ้อมแบบซักแล้วกลับมาใช้ใหม่ได้ ควรเลือกผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดโอนโยนต่อผิวลูกน้อยค่ะ ผื่นผ้าอ้อมเป็นเรื่องปกติในหมู่เด็กทารกและเป็นหนึ่งในความท้าทายที่พบบ่อยที่สุดของการเลี้ยงดูลูกน้อย การรักษาสุขอนามัยการเปลี่ยนผ้าอ้อมบ่อยๆหรือการหลีกเลี่ยงการใช้ผ้าอ้อมให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพียงเท่านี้ก็เพียงพอเพื่อป้องกันผื่นเหล่านี้ได้ค่ะ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการฉีดวัคซีน

สวัสดีค่ะ บทความนี้รวบรวมคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนในเด็กที่หลายๆคนสงสัยมาฝากค่ะ แต่ก่อนอื่นเรามารู้จักกับวัคซีนในเบื้องต้นกันก่อนค่ะ วัคซีนเป็นวิธีการสำคัญในการป้องกันและลดโอกาสในการพัฒนาความรุนแรงของอาการเจ็บป่วย การฉีดวัคซีนยังสามารถลดการแพร่กระจายของโรค ดังนั้นการฉัดวัคซีนเปรียบเหมือนการสร้างภูมิคุ้มกัน โดยการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันเพื่อต่อสู้กับโรคบางชนิด ช่วยในการปกป้องเด็กจากการติดเชื้อที่อาจก่อให้เกิดการเจ็บป่วยที่รุนแรงหรือเสียชีวิตได้ รวมถึงช่วยลดการแพร่กระจายของเชื้อค่ะ ซึ่งปัจจุบันเด็กจะได้รับวัคซีนสำหรับเด็กเพื่อป้องกันโรคขั้นพื้นฐานตั้งแต่แรกเกิด เช่น วัคซีนวัณโรค วัคซีนรวมหัด-คางทูม-หัดเยอรมัน วัคซีนรวมคอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรน วัคซีนปอลิโอ วัคซีนตับอักเสบบี วัคซีนไข้สมองอักเสบเจอี ฯลฯ ตามช่วงอายุของเด็ก ซึ่งสามารถรับการฉีดวัคซีนได้ที่สถานพยาบาลหรือโรงพยาบาลเอกชนใกล้บ้านค่ะ ดังนั้นวันนี้เรามีคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการพาลูกน้อยไปฉีดวัคซีนมาฝากคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ค่ะ ถาม : ทำไมถึงต้องการฉีดวัคซีน? ตอบ : เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของเด็กเล็กยังไม่แข็งแรงทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่ายค่ะ การฉีดวัคซีนเพื่อกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยปกป้องลูกน้อยจากโรคต่างๆที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตค่ะ ถาม : หากลืมไปฉีดวัคซีนหรือฉีดช้ากว่าตารางนัดควรทำอย่างไร? ตอบ : คุณแม่สามารถพาลูกไปรับการฉีดวัคซีนย้อนหลังได้ทันทีค่ะ และในกรณีที่ต้องฉีดต่อเนื่องก็สามารถฉีดได้เลยค่ะ โดยไม่ต้องเริ่มเข็มที่หนึ่งใหม่ขอเพียงแต่ต้องฉีดให้ครบตามจำนวนที่กำหนดค่ะ และควรพาลูกไปรับวัคซีนทันทีที่นึกได้ค่ะ และการฉีดวัคซีนช้าไม่ได้ทำให้ระบบภูมิต้านทานต่อโรคของลูกลดน้อยลงค่ะ ถาม : ฉีดวัคซีนก่อนกำหนดได้ไหมคะ เนื่องจากวันที่หมอนัดไม่ว่างค่ะ? ตอบ : เนื่องจากวัคซีนแต่ละชนิดได้รับการกำหนดระยะเวลาการฉีด เพื่อให้ได้ผลในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันของลูกน้อยดีที่สุด ดังนั้นคุณแม่ควรพาลูกไปฉีดตามวันนัดค่ะ แต่ถ้าไม่สะดวกจริงๆโดยทั่วไปก็อนุโลมให้ไปฉีดก่อนได้ค่ะ ถาม : ฉีดวัคซีนมีผลข้างเคียงหรือไม่? ตอบ : อาการข้างเคียงหลังจากการฉัดวัคซีนพบได้ในเด็กทั่วไปค่ะ ซึ่งอาจแสดงอาการทันทีที่ฉีดหรือหลังจากได้รับวัคซีนนาน 5 - 12 วัน เช่น รอยแดงหรือบวมมีก้อนแข็งบริเวณที่ฉีดวัคซีน มีไข้...

ปัญหาสายตาสั้นในเด็ก

ปัจจุบันยุคสมัยที่โทรศัพท์มือถือ โทรทัศน์ แล็ปท็อป และเทคโนโลยีต่างๆที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน มันจึงเป็นเรื่องยากที่จะให้ลูกหลานของเราอยู่ห่างจากหน้าจอ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสายตาของลูกโดยที่เด็กๆไม่รู้ตัว ในเด็กที่มีปัญหาสายตาสั้นมักส่งผลต่อการเรียนรู้ พัฒนาการต่างๆของเด็ก ดังนั้นวันนี้เราจะมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหาสายตาสั้นในเด็กค่ะ สายตาสั้น คือลักษณะการมองเห็นที่ไม่สามารถมองเห็นวัตถุในระยะไกลได้อย่างชัดเจน เด็กบางคนเกิดมาพร้อมกับความบกพร่องทางสายตา เนื่องจากพบในครอบครัวที่มีประวัติของปัญหาสายตา ลูกของคุณก็มีโอกาสประสบกับปัญหาสายตาได้เช่นกันค่ะ และเราจะทราบได้อย่างไรว่าลูกมีปัญหาสายตาสั้น อาการหลักของสายตาสั้นคือ การที่ไม่สามารถมองเห็นเป้าหมายหรือวัตถุที่อยู่ไกลได้อย่างชัดเจน ดังนั้นพฤติกรรมที่เห็นได้ชัดคือ เด็กจะเข้าใกล้สิ่งนั้นเพื่อให้เห็นชัดขันค่ะ ขยี้ตาบ่อยๆ และความผิดปกติของสายตาสั้นอาจมาพร้อมกับอาการปวดหัว ปวดตาและอ่อนเพลีย หากลูกของคุณแสดงให้เห็นใดๆของอาการเหล่านี้ ควรไปพบจักษุแพทย์เพื่อทำการทดสอบสายตาค่ะ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถพาลูกของคุณเข้ารับการตรวจสอบสายตาได้ตั้งแต่ 8 เดือน โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณมีประวัติครอบครัวเกี่ยวกับปัญหาสายตาค่ะ เพื่อทำการวินิจฉัยความผิดปกติค่ะ ซึ่งหากพบความผิดปกติตั้งแต่แรกเริ่มจะได้รับการรักษาได้เร็วและฟื้นฟูการมองเห็นได้มากขึ้นด้วยค่ะ สายตาสั้นสามารถป้องกันได้ ปัญหาสายตาที่เกิดจากพันธุกรรมไม่สามารถป้องกันได้ทั้งหมดค่ะ อย่างไรก็ตามมีขั้นตอนที่คุณพ่อคุณแม่สามารถทำได้เพื่อลดผลกระทบค่ะ เริ่มจาการตรวจตาตั้งเด็กโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณมีประวัติครอบครัวของสายตาสั้นหรือภาวะสายตาอื่นๆ รวมถึงการหลีกเลี่ยงปัจจัยภายนอกที่ส่งผลต่อสายตาของลูก เช่น ควรหลีกเลี่ยงการจ้องมองจอโทรศัพท์มือถือ โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ ฯลฯ เป็นเวลานานๆ ใช้เวลาเล่นหรือทำกิจกรรม สร้างความสัมพันธ์กับลูก เพื่อดึงความสนใจและสร้างสายใจรักที่ดีกับลูกของคุณ รวมถึงการเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูก ไม่ควรห้ามลูกแต่คุณกระทำเสียเอง เป็นต้น นี่คือบางสิ่งที่เราในฐานะพ่อแม่สามารถทำเพื่อลูกของเรา เพื่อที่พวกเขาจะไม่กลายเป็นทาสไปที่หน้าจอสมาร์ทโฟนค่ะ ในกรณีเด็กๆที่มีปัญหาสายตาสั้นสามารถสวมแว่นตา หรือใส่คอนแทคเลนส์เมื่อพวกเขาโตพอที่จะดูแลตัวเองได้ ช่วยเพิ่มความสามารถในการมองเห็นที่ดีขึ้นค่ะ และควรพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจสอบสายตา และคำแนะนำในการดูแลรักษาที่ถูกต้องต่อไปค่ะ
3แฟนคลับชอบ
2,103ผู้ติดตามติดตาม
1,591ผู้ติดตามติดตาม
- Advertisement -

เรื่องน่าอ่าน