โรคไข้อีดำอีแดง

โรคไข้อีดำอีแดง (Scarlet fever) เป็นโรคชื่อไทยที่หลายๆคนยังไม่รู้จัก ที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่ชือว่า สเตรปโคคอดคัสที่อยู่ในกรุ๊ปเอ (Group A Streptococcus) ที่ทำโดยจะพบมากในเด็กที่มีอายุ 5-15 ปี แต่ในปัจจุบันอัตราการของผู้ป่วยโรคนี้ลดลง เนื่องจากผู้ป่วยจะได้รับยาปฎิชชีวนะตั้งแต่ระยะแรก

ลักษณะของผู้ป่วยโรคไข้อีดำอีแดง จะมีผื่นแดงขึ้นตามร่างกาย มีไข้สูง มีอาการเจ็บคอร่วมด้วย โรคไข้อีดำอีแดงเป็นโรคร้ายแรงชนิดหนึ่งสำหรับผู้ป่วยที่เป็นเด็ก เพราะเด็กจะไม่สามารถหายเองได้ และหากเป็นโรคนี้แล้วไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง อาจส่งผลร้ายแรงไปยังหัวใจ ไตและอวัยวะอื่นๆ

สาเหตุของโรคไข้อีดำอีแดง

ไข้อีดำอีแดงมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อแบคทีเรีย สเตร็ปโตค็อกคัสในกรุ๊ปเอ (Streptococcus group A) เป็นเชื้อที่ก่อโรคสำคัญของโรคคอหอยอักเสบ ซึ่งเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้สามารถสร้างสารพิษที่เรียกว่า อิริโทรเจนิกท๊อกซิน (Erythrogenic toxin) เป็นสาเหตุให้คนที่ได้รับเชื้อมีอาการเป็นผื่นแดงกับโรคไข้อีดำอีแดง และโรคอื่นๆ เช่น โรคติดเชื้อผิวหนัง โรคหัวใจรูมาติก เป็นต้น

เมื่อผู้ป่วยได้รับเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้ มันจะอาศัยอยู่ที่บริเวณช่องปาก และทางเดินระยะเวลาของการฝักตัวของเชื้อนี้อยู่ที่ประมาณ 2-5 วัน ด้วยเมื่อเชื้อนี้อาศัยอยู่ทางเดินหายใจส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการเกี่ยวกับทางเดินหายใจ ทำให้สามารถแพร่เชื้อได้โดยการไอ จาม หรือการสัมผัสจากสารคัดหลั่งที่มีเชื้อจากผู้ป่วย และจากการสัมผัสกับอวัยวะในร่างกายเช่น ตา หู จมูก และปาก ไม่เพียงเท่านี้เชื้อนี้ยังสามารถติดได้จากการรับประทานอาหารในจานเดียวกันด้วย

อาการของโรคไข้อีดำอีแดง

หากผู้ที่ได้รับเชื้อมาอาการเริ่มแรกของผู้ป่วยคือ จะมีไข้สูงอย่างฉับพลัน (38.3 องศาหรือสูงกว่า) มีอาการหนาวสั่น มีความอ่อนเพลีย ปวดตามเนื้อตามตัว มี และอาการเจ็บคอ หากสังเกตุอาจพบว่าจะมีตุ่มสีแดงที่ลิ้น จะมีลักษณะคล้ายกับสตอเบอรี่ ต่อมทอนซิลก็จะมีการบวมแดงและมีหนอง และหากคลำบริเวณคอก็จะพบว่าต่อมน้ำเหลืองก็จะโต มีปัญหาการกลืนอาหาร คลื่นไส้ อาเจียน หลังจากที่มีไข้มาแล้ว 1-2 วัน ผู้ป่วยก็จะเริ่มมีผื่นแดงขึ้นบริเวณรอบคอ หน้าอก และก็จะลามกระจายไปยังลำตัว แขนขา อย่างรวดเร็วภายใน 24 ชั่วโมง แต่สำหรับผู้ป่วยบางรายอาจจะมีผื่นเป็นอาการเริ่มแรกก็ได้ และต่อมาผื่นจะมีสีเข้มขึ้นในบริเวณข้อพับตามผิวหนัง โดยเฉพาะข้อพับแขน ที่จะเรียกว่า เส้นพาสเตีย (Pastia’ s line) หลังจากที่ผู้ป่วยมีผื่นขึ้นมาแล้ว 3-4 วัน ก็จะเริ่มจางหายไป และเมื่อผื่นจางหายไปได้แล้ว 1 สัปดาห์ก็จะมีอาการผิวลอกเป็นแผ่นบริเวณรักแร้ ขาหนีบ ปลายนิ้ว มือเท้า สำหรับลำตัวก็จะลอกเป็นขุยๆ ผู้ป่วยบางรายถึงขนาดลอกเป็นเดือนๆ

ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากโรคไข้อีดำอีแดง

โดยปกติแล้วผู้ป่วยโรคไข้อีดำอีแดงจะมีอาการดีขึ้นและหายภายใน 10 วัน หรือ 2 สัปดาห์ หากได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง และทานยาตรง ครบตามแพทย์สั่ง แต่หากผู้ป่วยได้รับการรักษาไม่ถูกต้องหรือเพิกเฉยต่อการรักษา ก็อาจส่งผลให้การรักษาเป็นได้ด้วยยาก อาจดื้อยา หรือเสี่ยงต่อการพัฒนาของเชื้อ หรือไม่เพียงเท่านั้นอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนตามมา ซึ่งโรคที่เป็นภาวะแทรกซ้อนจากโรคไข้อีดำอีแดง มีดังต่อไปนี้

  • การติดเชื้อผิวหนัง
  • โรคไต
  • การติดเชื้อราในหู
  • โรคปอดบวม
  • โรคไข้รูมาติก
  • โรคฝีรอบทอนซิล
  • โรคข้ออักเสบ

การวินิจฉัยของแพทย์เกี่ยวกับโรคไข้อีดำอีแดง

การวินิจฉัยของแพทย์เกี่ยวกับโรคอีดำอีแดง แพทย์จะวินิจฉัยได้จากการซักประวัติอาการของผู้ป่วย และการตรวจร่างกายเพื่อทำการค้นหาลักษณะของโลก อธิเช่น การตรวจลำคอ ลิ้น ต่อมน้ำเหลือง และต่อมทอนซิล พร้อมกับการตรวจผิวสัมผัสของผื่น และวินิจฉัยแล้วว่าเป็นโรคไข้อีดำอีแดง ทางแพทย์ก็จะทำการใช้กระบวนการทดสอบการเพาะเชื้อ (Throat Swab Culture) โดยทำการใช้ไม้ป้ายที่บริเวณลำคอเพื่อเก็บตัวอย่างเชื้อภายในลำคอของผู้ป่วย และจากนั้นก็นำไปวินิจฉัยในห้องแล็บเพื่อค้นหาว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรียสเตร็ปโตค็อกคัสหรือไม่ หรืออาจทำการตรวจเลือดเพื่อหาสารก่อภูมิต้านทาน ต่อเชื้อสเตร็ปโตคอดคัส กรุ๊ปเอ ซึ่งการพิสูจน์ทางห้องปฎิบัติจะใช้เวลาหลายวัน ดังนั้น โดยมากหากผู้ป่วยเข้าได้กับโรคไข้อีดำอีแดง แพทย์จะทำการรักษาไปก่อนเพื่อรับทราบผลการวินิจฉัยจากห้องแล็ปภายหลัง

วิธีการรักษาโรคไข้อีดำอีแดง

โรคไข้อีดำอีแดงจะทำการรักษาได้ก็ต่อเมื่อได้รับผลการตรวจจากห้องแล็ป ซึ่งวิธีการรักษาแพทย์จะสั่งจ่ายยาปฏิชีวนะ เช่น

  • เพนนิซิลีน (Penicillin)
  • อะมอกซิซิลลิน (Amoxicillin)
  • ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen)
  • เซฟาโลสปอริน (Cephalosporins)
  • อะซีตามิโนเฟน (acetaminophen (Tylenol))
  • คลินดามัยซิน (Clindamycin) 

ซึ่งยาเหล่านี้จะเป็นการป้องกันการเกิดโรคไข้รูมาติกอย่างเฉีนบพลัน (Acute Rheumatic Fever) และเพื่อเป็นการร้กษาให้หายเร็วขึ้น พร้อมกับป้องกันการแพร่เชื้อ แพทย์จะให้ผู้ป่วยกินยาติดต่อกันเป็นเวลา 10-14 วัน ซึ่งปกติผู้ป่วยจะดีขึ้นภายใน 1-2 วัน หลังจากที่ผู้ป่วยได้รับยา แต่อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะดีขึ้นแล้วก็ต้องทานยาต่อให้ครบตามที่หมอสั่ง เพราะหากทานยาไม่ครบ อาจส่งผลไม่หายขาดและเสี่ยงต่อการดื้อยา และการพัฒนาของเชื้อแบคทีเรีย รวมถึงการเกิดภาวะแทรกซ้อนอีกด้วย

การป้องกันโรคไข้อีดำอีแดง

เนื่องด้วยโรคไข้อีดำอีแดงเป็นโรคติดต่อ ที่ติดกันง่ายมาก เพราะจะติดผ่านทางละอองที่ออกมาจากลมหายใจจากผู้ป่วย หรือการการจาม ซึ่งหากละอองนั้นได้สัมผัสกับ ตา จมูกและปาก อาจทำให้เกิดการติดเชื้อ ดังนั้น วิธีการป้องกันโรคนี้มีดังนี้

  • หากรู้ว่าลูกของคุณพ่อคุณแม่เป็นให้ทำการหยุดเรียน เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่น
  • ล้างมือ ล้านหน้า บ่อยๆ ด้วยสบู่ หรือแอลกอฮอร์เพื่อ่เป็นการฆ่าเชื้อ
  • งดรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น
  • ปิด ปากจมูก ทุกครั้งที่มีการไอจาม และทิ้งกระดาษทิชชู่ทันทีสัมผัสกับเชื้อ
  • หลีกเลี่ยงการใช้ของร่วมกันภายในบ้าน เช่น แก้วน้ำ เสื้อผ้า ฯลฯ ที่สามารถใช้ร่วมกันได้

บทความที่เกี่ยวข้อง

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here