โรคคาวาซากิ

คุณพ่อคุณแม่อาจจะมีความสงสัยว่าโรคคาวาซากิในเด็ก คือ โรคอะไร ไม่เห็นจะเคยได้ยินมาก่อน ในครั้งนี้เรามาทำความรู้จักกับโรคนี้กันว่าคือโรคอะไร รุนแรงอย่างไร ตลอดจนวิธีการรักษาว่าเป็นอย่างไรกันค่ะ

ในช่วงนี้อากาศมีความแปรปรวนบ่อยครั้ง ทำให้หลายๆคนไม่สามารถปรับสภาพร่างกายได้ทัน โดยเเฉพาะเด็กที่มียังมีภูมิคุ้มกันโรคที่ยังไม่แข็งแรงพอ ส่งผลทำให้เด็กเจ็บป่วยง่าย และในสภาพที่อากาศที่มีความแปรปรวนนี้ก็จะมาพร้อมกับโรคต่างๆ และมีความใกล้ๆเคียงกันหลายโรค หนึ่งในนั้นคือโรคคาวาซากิ โรคดังกล่าวมีความรุนแรงเป็นอย่างมากเพราะหากลูกของคุณพ่อคุณแม่เป็นโรคนี้ทำให้เป็นตรายถึงชีวิตอย่างเฉียบพลันได้

โรคคาวาซากิ คือโรคอะไร

โรคคาวาซากิ (Kawasaki disease) ถูกค้นพบครั้งแรกเมื่อปี 1967 โดยนายแพทย์ โทมิซากุ คาวาซากิ กุมารแพทย์ชาวญี่ปุ่น เป็นโรคที่พบมากได้ในเด็กเล็ก และทารก และภูมิภาคที่จะเป็นกันมากคือแทบเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ ในประเทศไทยก็สามารถเป็นโรคนี้ได้เช่นกัน

โรคคาวาซากิ คือโรคที่เกิดจากการอักเสบของเยื่อบุผิวหนังและหลอดเลือดและต่อมน้ำเหลือง ซึ่งผู้ที่เป็นโรคนี้มักจะมีไข้สูง มีผื่นคัน ฝ่ามือฝ่าเท้าเกิดการลอก มือเท้าบวม ปากแห้ง ปากและลำคอเกิดการอักเสบ มีตุ่มขึ้นที่ลิ้น และต่อมน้ำเหลืองโต เป็นต้น หากลูกของคุณพ่อคุณแม่มีอาการที่กล่าวมา ควรรีบพาลูกไปพบแพทย์ในทันทีเพื่อลดการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นหับหลอดเลือดหัวใจ ที่อาจเป็นอันตรายต่อชีวิตได้

สาเหตุของโรคคาวาซากิ

ในปัจจุบันทางการแพทย์ยังไม่มีข้อสรุปถึงสาเหตุของการเกิดโรคคาวาซากิอย่างแน่ชัดว่าเกิดจากสาเหตุใด แต่ก็มีรายงานออกมาว่ามีความเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อบางชนิดชนิดมีทั้งการติดเชื้อจากแบคทีเรีย และการติดเชื้อจากไวรัส การใช้แชมพูในการซักพรม หรือการที่มีแหล่งที่อยู่อาศัยใกล้แหล่งน้ำ แต่สุดท้ายก็ยังไม่ระบุเจาะจงแน่ชัดถึงสาเหตุที่แท้จริง จะพบได้ว่าผู้ป่วยจะมีการอักเสบเกิดขึ้นหลายๆจุดในร่างกาย และมีการแสดงอาการต่างๆ ออกมา

อาการของโรคคาวาซากิ

โรคคาวาซากิจะมีการแสดงอาการออกมาโดยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ จะใช้เวลาในการแสดงอาการประมาณ 6 สัปดาห์ โดยมีรายละเอียดของอาการ ดังนี้

ระยะอาการแบบเฉียบพลัน (Acute Phase)

ในช่วง 1-2 สัปดาห์แรกของการเกิดโรคคาวาซากิ จะเกิดอาการแบบเฉียบพลันโดยผู้ป่วยจะมีอาการ ดังต่อไปนี้

  • ผู้ป่วยจะมีอาการไข้ขึ้นสูงประมาณ 38-40 องศา ซึ่งปกติผู้ป่วยโดยทั่วไปจะมีไข้ประมาณ 5 วัน แต่หากไม่ได้รับการรักษา ก็อาจทำให้เป็นไข้ ประมาณ 11 วัน แต่ผู้ป่วยบางรายอาจเป็นไข้ถึง 3-4 สัปดาห์ จะมีไข้สูงๆเป็นๆ หายๆ ไข้ขึ้นอย่างรวดเร็ว และจะไม่ตอบสนองต่อยา เช่น ยาปฏิชีวนะ ยาลดไข้ไอบูโปรเฟน หรือยาพาราเซตามอล
  • จะมีความผิดปกติเกี่ยวกับหัวใจ เช่น กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ หัวใจเต้นเร็ว มีน้ำในช่องเยื่อหุ้มหัวใจ
  • จะมีอาการมือเท้าบวม แดง และมีอาการเจ็บเมื่อลงน้ำหนัก ทำให้การเดินหรือคลานลำบาก และยังมีอาการผิวหนังลอกที่ฝ่ามือและฝ่าเท้าตามมา
  • มีอาการต่อมน้ำเหลืองโต บริเวณลำคอ ไม่ว่าจะเป็นทั้งสองข้าง หรือข้างใดข้างหนึ่ง จะรู้สึกตึงเจ็บ และอาจมีอาการบวมได้ถึง 1.5 เซนติเมตร
  • ผดผื่นแดงขึ้น เป็นมีอาการคัน เป็นจุด โดยผื่นมักจะเริ่มขึ้นที่อวัยเพศ และก็จะลามไปทั่วร่างกาย
  • ผู้ป่วยจะมีอาการตามบวมแดง โดยจะไม่มีขี้ตาทั้งสองข้าง
  • ริมฝีปากจะแดงแห้ง แตก บวม ลอก และอาจมีอาการอักเสบภายในปากและลำคอ รวมถึงลิ้นเป็นตุ่มแดงบวมคล้ำลักษณะคล้ายผลสตอรอว์เบอรรี่

ระยะอาการกึ่งเฉียบพลัน (Subacute Phase) 

ในช่วง 2-4 เมื่อผู้ป่วยมีอาการไข้สูง และอาการต่างๆ อาการของโรคก็จะเริ่มมีการลดความรุนแรงลง รวมทั้งอาจมีอาการอื่นร่วม เช่น นิ้วมือลอก ฝ่ามือลอก ฝ่าเท้าลอก มีอาการปวดศีรษะ ปวดท้อง ท้องเสีย อาเจียร อ่อนเพลียน ง่วง ซึม มีอาการปวดบวมตามข้อต่างๆ ปัสสาวะมีหนอง ผิวเหลืองตาเหลือง ซึ่งในระยอาการช่วงนี้ จะเป็นช่วงที่อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ง่าย เช่น หลอดเลือดหัวใจโป่งพอง แต่ก็พบได้ค่อนข้างน้อย แต่เป็นแล้วก็อันตรายถึงชีวิตได้เช่นกัน

ระยะฟื้นตัว (Convalescent Phase)

พอเข้าสู๋ช่วง 5-6 สัปดาห์ของการป่วยเป็นโรคคาวาซากิ ร่างกายของผู้ป่วยจะมีอาการดีขึ้น แต่ผู้ป่วยก็ยังมีความรู้สึกอ่อนแรงเหนื่อยง่าย แต่ใช่ว่าร่างกายแข็งแรงแล้วซึ่งระยะนี้ผู้ป่วยยังมีความเสี่ยงที่จะมีภาวะแทรกซ้อนได้เช่นกัน ดังนั้น ยังคงต้องระวัง พักผ่อน และปฎิบัติตามที่หมอแนะนำ

การวินิจฉัยของโรคคาวาซากิในเด็ก

แพทย์จะทำการตรวจ โดยดูว่าเป็นไข้อย่างเฉียบพลันอย่างน้อย 5 วัน และมีอาการอื่นร่วมด้วยหรือไม่ เช่น ตาแดงแต่ไม่มีขี้ตา บริเวณริมฝีปากมีการแห้ง แตก สีแดง และผิวลิ้นเหมื่อสตอรเบอรี่ และจะดูว่ามือเท้ามีอาการเจ็บหรือบวม ผื่นขึ้น และต่อมน้ำเหลืองอักเสบหรือไม่

การรักษาโรคคาวาซากิ

ในการรักษาโรคคาวาซากิจะมุ่งหมายเป็นการป้องกันการเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้ที่หัวใจ และบรรเทาอาการต่างๆ ด้วยวิธีหลักๆในการรักษา 3 วิธี ดังนี้

การให้อิมมิวโนโกลบูลิน (Immunoglobulin)

ไปทางหลอดเลือดดำ เพื่อทำหน้าที่ในการกำจัดสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย และยังช่วยลดปฏิกริยาการอักเสบภายในร่างกาย และเมื่อรักษาแล้วอาการของผู้ป่วยจะมีขึ้นภายใน 3 วัน และหากพบว่ายังไม่ดีขึ้น อาจจะต้องทำาการฉีดยาซ้ำอีก 1 ครั้ง แต่ในระหว่างนั้นหมอจะต้องสักเกตุคนไข้อย่างใกล้ชิด และหมอจะให้อิมมิวโนโกลบุลินจะช่วยในการลดภาวะอาการแทรกซ้อนที่เกี่ยวช้องกับหลอดเลือดหัว

การใช้ยาแอสไพลิน (Aspirin)

การให้ยาแอสไพลิน จะช่วยในการบรรเทาอาการปวด บวม ลดการอุดตันของเกล็ดเลือด ลดไข้ และป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นกับหลอดเลือดหัวใจ แต่อาจเกิดผลข้างเคียงได้นผู้ป่วยที่มีอายุน้อยกว่า 16 ปี เช่น กลุ่มอาการไรย์ซินโดรม แค่ค่อยข้างจะพบได้ไม่บ่อยครั้ง แต่จะส่งผลไปยังตับ และสามารถสร้างความเสียหายที่สมอง หากมีอาเจียรอย่างต่อเนื่องและหมดแรง ต้องรีบพาผู้ป่วยไปพบแพทย์โดยทันที

การใช้ยาอื่นๆ

  • ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ จะใช้ยานี้ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่ตอบสนองต่อการรักษาจากการให้อิมมิวโนโกลบูลิน และการใช้ยาแอสไพลิน
  • ยาเมโธเทรกเซท หรือยาไซโคลฟอสฟาไมด์ จะใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยมีภาวะทนต่อการใช้รักษาด้วยอิมมิวโนโกลบูลินจากทางหลอดเลือดดำ
  • ยาอินฟลิซิแมบ จะใช้ยานี้ในกรณีที่ผู้ป่วยมีภาวะแทรกซ้อนของหลอดเลือดหัวใจโป่งพอง
  • ยาต้านลิ่มเลือด จะใช้ยานี้ในกรณีที่ผู้ป่วยมีความเสี่ยงที่จะมีภาวะเกิดเป็นลิ้มเลือด ยาต้านลิ้มเลือด เช่น ยาโคลพิโดเกรล หรือยาไดไพริดาโมล
  • ยากันเลือดแข็งตัว จะใช้ยานี้ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการหลอดเลือดโป่งพองที่มีขนาดที่ใหญ่ และมีความเสี่ยงต่อการเป็นลิ่มเลือด ยาในกลุ่มนี่ มี ยาวาร์ฟาริน หรือยาฮาเพริน

เมื่อแพทย์ทำการรักษาจนอาการดีขึ้นแพทย์ก็จะอนุญาตกลับบ้านได้ แต่ก็จะนัดมาเพื่อตรวจติดตามว่าเด็กจะมีปัญหาเกี่ยวกับหลอดเลือดหัวใจหรือไม่ ดังนั้น หากเป็นโรคนี้การนัดหมายของหมอจึงมีความสำคัญ ควรที่พบแพทย์ทุกครั้งที่มีการนัดหมาย

การป้องกันโรคคาวาซากิ

เนื่องด้วยในปัจจุบัน โรคนี้ยังไม่สามารถระบุหาสาเหตุที่แท้จริงของโรคได้ จึงเป็นการยากที่จะป้องกัน ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือเมื่อเป็นโรคนี่้ควรได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วนและปฏิบัติตามที่แพทย์แนะนำ จะเป็นวิธีที่เป็นการป้องกันที่ดีที่สุด

บทความที่เกี่ยวข้อง

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here