ประกันสุขภาพสำหรับเด็ก
ประกันสุขภาพสำหรับเด็ก

สิ่งสำคัญก่อนตัดสินใจทำประกันสุขภาพเด็ก

สวัสดีค่ะ วันนี้เราจะมาช่วยแนะนำสิ่งสำคัญก่อนการตัดสินใจเลือกซื้อประกันสุขภาพให้กับลูกน้อยค่ะ เพราะสุขภาพและความปลอดภัยของลูกเป็นสิ่งสำคัญ และเป็นสิ่งที่มักสร้างความกังวลใจให้กับคุณพ่อคุณแม่และผู้ปกครอง เพราะทุกครั้งที่เห็นว่าลูกเจ็บป่วยคนเป็นพ่อเป็นแม่จะเจ็บยิ่งกว่า ซึ่งเด็กๆมีโอกาสติดเชื้อโรคต่างๆได้ง่าย เนื่องจากระบบภูมิต้านทานต่อโรคยังไม่แข็งแรงเพียงพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงที่มีการโรคระบาดต่างๆในเด็ก การเจ็บป่วยของลูกในแต่ละครั้งมักจะตามมาด้วยค่ารักษาพยาบาลที่ค่อนข้างสูง ดังนั้นการวางแผนการเงินเพื่อลูกที่ช่วยควบคุมค่าใช้จ่ายเมื่อลูกป่วยนี้ สร้างความอุ่นใจว่าลูกของเรานั้นจะได้รับการรักษาได้อย่างเต็มที่ค่ะ การพิจารณารายละเอียดของประกันให้ครบถ้วนก่อนตัดสินซื้อประกันนั้นค่ะ

เรื่องที่ 1 ตรวจสอบความคุ้มครองที่มีอยู่เพียงพอต่อความคุ้มครองของลูกหรือยัง เช่น สวัสดิการที่ทำงานของคุณพ่อคุณแม่, สวัสดิการภาครัฐ เป็นต้น

  • สวัสดิการที่ทำงานของคุณพ่อคุณแม่ ถ้าคุณพ่อคุณแม่รับราชการหรือเป็นพนักงานองค์กรรัฐวิสาหกิจ จะได้รับสวัสดิการคุ้มครองทางด้านสุขภาพของบิดา มารดา ตัวเอง คู่สมรสและบุตรในการเข้ารับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลรัฐโดยสามารถเบิกจ่ายได้ทั้งหมด หรือบางหน่วยงานสามารถรับสิทธิเบิกค่ารักษาพยาบาลของโรงพยาบาลเอกชนได้เพิ่มเติม
  • สวัสดิการภาครัฐ สิทธิคุ้มครองภาครัฐที่เด็กแรกเกิดได้รับคือสิทธิบัตรทอง ซึ่งสามารถใช้สิทธิรักษาพยาบาล รับการตรวจวินิจฉัยโรคทั่วไปและโรคเรื้อรัง รวมถึงโรคเฉพาะทางต่างๆ ทั้งในฐานะผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก

เรื่องที่ 2 การเลือกแบบประกันสุขภาพให้เหมาะสม ซึ่งสามารถเลือกได้ 2 แบบ ดังนี้

  • ประกันสุขภาพแบบเดี่ยว คือ การทำประกันคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลและอุบัติเหตุแบบเดี่ยวไม่ต้องซื้อประกันชีวิตเป็นสัญญาหลัก โดยสามารถซื้อความคุ้มครองแบบเหมาจ่ายรายปีได้ เพื่อให้ความคุ้มครองทั้งกรณีเป็นผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก รายละเอียดความคุ้มครองตามที่บริษัทประกันได้กำหนดในแบบประกันไว้แล้ว
  • ประกันสุขภาพแบบพ่วง คือ การทำประกันสุขภาพและอุบัติเหตุ โดยซื้อเป็นอนุสัญญาเพิ่มเติมพ่วงกับประกันชีวิตที่เป็นสัญญาหลัก มีการต่ออายุสัญญาการคุ้มครองเป็นรายปีและสามารถต่ออายุอนุสัญญาได้นานเท่ากับระยะเวลาคุ้มครองของสัญญาประกันชีวิตตัวหลัก ซึ่งการซื้อประกันแบบพ่วงนี้มักมีค่าเบี้ยประกันสูงกว่าแบบจ่ายเดี่ยวเนื่องจากต้องจ่ายเบี้ยรวมกับประกันชีวิตที่เป็นสัญญาหลักค่ะ

เรื่องที่ 3 ความคุ้มครองในการรักษาพยาบาล ซึ่งสามารถแบ่งได้ 2 แบบ ดังนี้

  • ความคุ้มครองแบบผู้ป่วยใน(IPD) คือ การรักษาพยาบาลในกรณีที่ต้องนอนโรงพยาบาล โดยคุ้มครองค่าใช่จ่ายหลักๆ คือ ค่าห้อง ค่ารักษาพยาบาล ค่าแพทย์ที่ปรึกษา ค่าผ่าตัด ค่ารักษาพยาบาลฉุกเฉินหากเกิดจากอุบัติเหตุ เป็นต้น
  • ความคุ้มครองแบบผู้ป่วยนอก(OPD) คือ การรักษาพยาบาลโดยไม่ต้องนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาล ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถพิจารณาได้จากโอกาสเจ็บป่วยเล็กๆน้อยๆในแต่ละปีของลูกน้อย และวงเงินความคุ้มครองที่ต้องการค่ะ

เรื่องที่ 4 รูปแบบวงเงินการคุ้มครอง ซึ่งมีด้วยกัน 2 แบบ ดังนี้

  • แบบวงเงินเหมาจ่าย คือประกันที่มีการกำหนดวงเงินค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาลหลักๆ เช่น ค่าห้อง ค่าแพทย์ ค่ารักษาพยาบาลเป็นวงเงินที่ชัดเจน แต่เพิ่มวงเงินแบบเหมาจ่ายในรายการค่าใช้จ่ายพิเศษ เช่น ค่ารถโรงพยาบาลฉุกเฉิน ค่าตรวจวินิจฉัยทางรังสีวิทยา ค่าผ่าตัด โดยสามารถเบิกได้ตามจริงแต่ต้องไม่เกินวงเงินสูงสุดที่กำหนดไว้ในแบบประกัน เพื่อเป็นการเพิ่มความยืดหยุ่นค่าใช้จ่ายในการรักษาตามจริง ประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายนี้เบี้ยประกันมักสูงกว่าแบบแยกค่าใช้จ่าย
  • แบบแยกค่าใช้จ่าย คือประกันที่มีการกำหนดวงเงินแยกค่าใช้จ่าย ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถคำนวณค่าใช้ต่างๆที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น ค่าห้องพยาบาลให้สอดคล้องกับโรงพยาบาลที่เข้ารับการรักษาบ่อย ฯลฯ เพื่อให้สามารถเลือกแบบประกันที่ให้ความคุ้มครองใกล้เคียงกับค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้จริงได้ค่ะ

โดยปกติประกันสุขภาพสำหรับเด็กมักทำได้ตั้งแต่เด็กแรกเกิดขึ้นไปค่ะ และในส่วนของการเลือกทำประกันในช่วงไหนนั้น ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคุณพ่อคุณแม่ว่าควรทำตอนไหนโดยอาจดูจากความเสี่ยงต่างๆที่อาจส่งผลต่อสุขภาพของลูก แอดมินขอแนะนำให้ทำในช่วงที่ลูกมีสุขภาพแข็งแรงค่ะเพราะทำได้ง่ายกว่าในตอนที่มีประวัติการเกิดโรคต่างๆแล้วค่ะ และสิ่งสำคัญที่สุดในการเลือกทำประกันคือควรเลือกเบี้ยประกันที่สอดคล้องกับการเงินด้วยค่ะ

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here