การดูแลลูกเป็นหวัด
การดูแลลูกเป็นหวัด

การดูแลลูกเมื่อเป็นหวัด
โรคหวัดหรือโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ เป็นโรคที่พบบ่อยที่สุดในเด็กเล็กและเด็กวัยอนุบาล เนื่องเด็กมีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคต่ำ โดยเฉพาะเด็กที่เป็นโรคภูมิแพ้ก็จะยิ่งมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้มากขึ้นค่ะ เด็กวัยอนุบาลมีโอกาสเจ็บป่วยเป็นหวัดได้บ่อยมาถึง 6 – 8 ครั้งต่อปี เนื่องจากสามารถติดต่อได้ง่ายโดยการสูดหายใจละอองฝอยจากการไอจาม สัมผัสกับสารคัดหลั่ง น้ำมูก น้ำลาย จากผู้ป่วยโดยตรงหรือสัมผัสกับของเล่นที่เปื้อนสารคัดหลั่ง แล้วเอามือเข้าปาก หรือป้ายที่จมูก และการเป็นหวัดบ่อยๆส่งผลให้ถึงขั้นเป็นหวัดเรื้อรังหรือเกิดโรคแทรกซ้อน เช่น หลอดลมปอด ไซนัสและหูชั้นกลางอักเสบตามมาได้ค่ะ

สาเหตุของโรคหวัดในเด็ก
โรคหวัดส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส อาการของโรคมักไม่รุนแรงและอาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น มีไข้ คัดจมูก น้ำมูกไหล ไอ เจ็บคอ เสียงแหบ ร่วมกับอาการอาเจียน ปวดท้อง ถ่ายเหลว ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว ตาแฉะมีขี้ตา มีแผลในปากลักษณะเหมือนแผลร้อนใน หรือมีผื่นตามตัว เป็นต้น ปกติโรคหวัดมักหายได้เองภายใน 1 สัปดาห์ หากมีอาการป่วยนานกว่านั้น อาจจะมีภาวะอื่นแทรกซ้อนของโรคหวัดได้ เช่น การเป็นหูชั้นกลางอักเสบ ไซนัสอักเสบ และปอดอักเสบคุณพ่อคุณแม่ควรสังเกตอาการของเด็ก หากพบว่ามีอาการแย่ลง หรือมีไข้สูงขึ้น สีของน้ำมูกและเสมหะเป็นสีเหลืองหรือสีเขียว ควรพาเด็กไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาอาการแทรกซ้อนและให้การรักษาที่ถูกต้องค่ะ

เมื่อพบว่าลูกเป็นหวัด คุณแม่สามารถดูแลเบื้องต้นได้ดังนี้

  • ทานยาลดไข้พาราเซตามอล และเช็ดตัวค่ะ
  • รักษาร่างกายลูกให้อบอุ่นเพียงพอ ไม่นอนตากแอร์หรือตากพัดลม หรือเปิดแอร์เย็นเกินไป เพราะจะทำให้ความชื้นในอากาศน้อยเกินไป เยื่อบุทางเดินหายใจจะแห้งมาก จนมีอาการจมูกบวมมากขึ้นและไอมากขึ้น
  • ให้ลูกดื่มน้ำอุ่น ไม่ดื่มน้ำเย็น น้ำแข็ง ไอศกรีมเพราะจะทำให้จมูกบวม น้ำมูกไหลและไอมากขึ้น
  • อาจใช้บาล์มเมนโทลาทัมทาที่เสื้อผ้าหรือใช้น้ำมันยูคาลิปตัสหยดที่เสื้อผ้าเพียงเล็กน้อย เพื่อให้จมูกโล่งขึ้น หายใจได้สะดวกขึ้น ช่วยบรรเทาอาการคัดจมูกได้ค่ะ
  • ในกรณีที่มีเสมหะมาก ควรงดดื่มนมวัวเปลี่ยนเป็นทานนมถั่วเหลืองแทน อาจช่วยให้จำนวนเสมหะน้อยลงหรือเหนียวน้อยลงได้ค่ะ
  • นอนพักผ่อนมากๆ และควรให้หยุดไปโรงเรียน เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อให้ผู้อื่นและไม่ไปรับเชื้อเพิ่มเติมค่ะ
  • หากมีน้ำมูกมากทำให้หายใจลำบากและเด็กสั่งน้ำมูกไม่เป็น ให้ใช้วิธีล้างจมูกน้ำเกลือ
  • ไม่ควรใช้ยาปฏิชีวนะเอง ควรพาลูกพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุและให้การรักษาที่เหมาะสมต่อไปค่ะ

วิธีการล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ

การล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ

การล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ 0.9%NSS (normal saline solution) เพื่อทำให้อาการของลูกดีขึ้น ช่วยล้างน้ำมูกเหนียวข้นที่ไม่สามารถระบายออกได้เอง ทำให้โพรงจมูกของลูกสะอาด บรรเทาอาการคัดแน่นจมูก ทำให้หายใจโล่งขึ้น ช่วยให้อาการหวัดเรื้อรังได้ดีขึ้น และช่วยลดปริมาณน้ำมูกหรือเสมหะที่ไหลลงคอ ช่วยลดจำนวนเชื้อโรค สารก่อภูมิแพ้ การล้างจมูกยังช่วยให้ขนเล็กๆที่เยื่อบุโพรงจมูกและไซนัสทำงานดีขึ้น เนื่องจากมีความชุ่มชื้นเพียงพอและเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น และการล้างจมูกก่อนการพ่นยา หรือหยอดยาในจมูก จะทำให้ยาสัมผัสกับเยื่อบุจมูกได้มากขึ้น ประสิทธิภาพการทำงานดีขึ้นค่ะ การล้างจมูกเป็นวิธีการที่ไม่อันตราย คุณพ่อคุณแม่สามารถทำให้ลูกได้เอง ห้ามล้างจมูกในภาวะเลือดกำเดาไหล หรือล้างจมูกแล้วมีอาการปวดหูหรือปวดไซนัสมากขึ้น หรือผู้ที่มีปัญหาความผิดปกติเกี่ยวกับการกลืน จะสำลักน้ำเกลือได้ค่ะ เด็กวัยแรกเกิด ถึง 1 ปี ที่มีปัญหาน้ำมูกอุดตัน แนะนำให้ใช้น้ำเกลือชนิดหยดจมูก จะช่วยให้น้ำมูกที่อุดตันนิ่มลง เพียงแค่หยดน้ำเกลือเข้าช่องจมูกข้างละ 2-3 หยด วันละ 2 ครั้ง เช้าและก่อนนอน ใช้ร่วมกับที่ดูดน้ำมูก จะช่วยให้น้ำมูกที่อุดตันนิ่มลง และหลุดออกมาค่ะ โดยมีวิธีการล้างจมูกดังนี้

  1. น้ำเกลือที่ใช้ล้างจะต้องมีความเข้มข้นใกล้เคียงกับน้ำในเซลล์ร่างกาย และต้องเป็นน้ำเกลือปลอดเชื้อค่ะ เราสามารถทำน้ำเกลือสำหรับล้างจมูกได้ด้วยตัวเอง เพียงต้มน้ำ 750 ซีซีให้เดือดเพื่อฆ่าเชื้อผสมเกลือป่น 1 ช้อนชาปาด คนให้ละลายจากนั้นให้ตั้งทิ้งไว้ให้อุ่นก่อนใช้งาน น้ำเกลือที่ต้มเองสามารถใช้ได้เพียง 1 วันเท่านั้นที่เหลือควรทิ้งไปค่ะ
  2. ควรอุ่นน้ำเกลือก่อนการล้างจมูกเสมอ โดยให้มีอุณหภูมิพอเหมาะกับเยื่อบุจมูก ช่วยให้ไม่คัดจมูกหลังการล้างค่ะ
  3. ก้มหน้าและโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย สำหรับเด็กควรเลือกใช้อุปกรณ์ล้างจมูกรูปแบบต่างๆที่ไม่เหมือนหลอดฉีดยาเพราะลูกอาจกลัวและฝังใจได้
  4. สอดอุปกรณ์ที่ใช้ล้างจมูกเข้าไปในรูจมูกข้างที่จะล้าง ให้ลูกอ้าปากและกลั้นหายใจ บีบหรือพ่นน้ำเกลือเข้าไปในจมูกเบาๆทุกทิศทาง เพื่อชะล้างน้ำมูกหรือสิ่งสกปรกในโพรงจมูกออกได้อย่างทั่วถึง โดยน้ำเกลือและน้ำมูกส่วนใหญ่จะไหลออกทางปากหรือรูจมูกอีกข้างค่ะ
  5. ให้ลูกสั่งน้ำมูกออกมาจากจมูกทั้งสองข้างพร้อมกัน จากนั้นให้ลูกบ้วนน้ำเกลือ น้ำมูกและเสมหะออกมา แต่ถ้าเป็นเด็กเล็กบ้วนไม่เป็น ก็จะกลืนลงหลอดอาหาร เชื้อโรคจะถูกกำจัดในกระเพาะอาหาร
  6. ทำซ้ำได้หลายครั้งจนไม่มีน้ำมูกออกมา มีแต่น้ำเกลือไหลออกมา และทำได้วันละหลายครั้งเมื่อมีอาการคัดจมูกหรือน้ำมูกมากค่ะ
  7. ควรล้างจมูกก่อนเวลารับประทานอาหาร หรือหลังรับประทานอาหารแล้วอย่างน้อย 2 ชั่วโมงขึ้นไปเพื่อป้องกันการอาเจียนหรือสำลักค่ะ
  8. หลังจากล้างจมูกแล้ว ควรล้างมือและทำความสะอาดอุปกรณ์ทุกครั้งที่ใช้เสร็จ โดยการล้างด้วยน้ำสบู่ หรือน้ำยาล้างขวดนม หรือน้ำยาล้างจาน จากนั้นผึ่งให้แห้ง

เพราะคุณแม่คือพยาบาลคนแรกของลูก การดูแลลูกให้ถูกวิธีนะคะ เพียงเท่านี้การดูแลเมื่อเป็นหวัดก็ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับคุณพ่อคุณแม่อีกต่อไป แอดมินขอเป็นกำลังใจค่ะ

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here