บทความล่าสุด

ปัญหาสายตาสั้นในเด็ก

ปัจจุบันยุคสมัยที่โทรศัพท์มือถือ โทรทัศน์ แล็ปท็อป และเทคโนโลยีต่างๆที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน มันจึงเป็นเรื่องยากที่จะให้ลูกหลานของเราอยู่ห่างจากหน้าจอ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสายตาของลูกโดยที่เด็กๆไม่รู้ตัว ในเด็กที่มีปัญหาสายตาสั้นมักส่งผลต่อการเรียนรู้ พัฒนาการต่างๆของเด็ก ดังนั้นวันนี้เราจะมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหาสายตาสั้นในเด็กค่ะ สายตาสั้น คือลักษณะการมองเห็นที่ไม่สามารถมองเห็นวัตถุในระยะไกลได้อย่างชัดเจน เด็กบางคนเกิดมาพร้อมกับความบกพร่องทางสายตา เนื่องจากพบในครอบครัวที่มีประวัติของปัญหาสายตา ลูกของคุณก็มีโอกาสประสบกับปัญหาสายตาได้เช่นกันค่ะ และเราจะทราบได้อย่างไรว่าลูกมีปัญหาสายตาสั้น อาการหลักของสายตาสั้นคือ การที่ไม่สามารถมองเห็นเป้าหมายหรือวัตถุที่อยู่ไกลได้อย่างชัดเจน ดังนั้นพฤติกรรมที่เห็นได้ชัดคือ เด็กจะเข้าใกล้สิ่งนั้นเพื่อให้เห็นชัดขันค่ะ ขยี้ตาบ่อยๆ และความผิดปกติของสายตาสั้นอาจมาพร้อมกับอาการปวดหัว ปวดตาและอ่อนเพลีย หากลูกของคุณแสดงให้เห็นใดๆของอาการเหล่านี้ ควรไปพบจักษุแพทย์เพื่อทำการทดสอบสายตาค่ะ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถพาลูกของคุณเข้ารับการตรวจสอบสายตาได้ตั้งแต่ 8 เดือน โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณมีประวัติครอบครัวเกี่ยวกับปัญหาสายตาค่ะ เพื่อทำการวินิจฉัยความผิดปกติค่ะ ซึ่งหากพบความผิดปกติตั้งแต่แรกเริ่มจะได้รับการรักษาได้เร็วและฟื้นฟูการมองเห็นได้มากขึ้นด้วยค่ะ สายตาสั้นสามารถป้องกันได้ ปัญหาสายตาที่เกิดจากพันธุกรรมไม่สามารถป้องกันได้ทั้งหมดค่ะ อย่างไรก็ตามมีขั้นตอนที่คุณพ่อคุณแม่สามารถทำได้เพื่อลดผลกระทบค่ะ เริ่มจาการตรวจตาตั้งเด็กโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณมีประวัติครอบครัวของสายตาสั้นหรือภาวะสายตาอื่นๆ รวมถึงการหลีกเลี่ยงปัจจัยภายนอกที่ส่งผลต่อสายตาของลูก เช่น ควรหลีกเลี่ยงการจ้องมองจอโทรศัพท์มือถือ โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ ฯลฯ เป็นเวลานานๆ ใช้เวลาเล่นหรือทำกิจกรรม สร้างความสัมพันธ์กับลูก เพื่อดึงความสนใจและสร้างสายใจรักที่ดีกับลูกของคุณ รวมถึงการเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูก ไม่ควรห้ามลูกแต่คุณกระทำเสียเอง เป็นต้น นี่คือบางสิ่งที่เราในฐานะพ่อแม่สามารถทำเพื่อลูกของเรา เพื่อที่พวกเขาจะไม่กลายเป็นทาสไปที่หน้าจอสมาร์ทโฟนค่ะ ในกรณีเด็กๆที่มีปัญหาสายตาสั้นสามารถสวมแว่นตา หรือใส่คอนแทคเลนส์เมื่อพวกเขาโตพอที่จะดูแลตัวเองได้ ช่วยเพิ่มความสามารถในการมองเห็นที่ดีขึ้นค่ะ และควรพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจสอบสายตา และคำแนะนำในการดูแลรักษาที่ถูกต้องต่อไปค่ะ

หูอักเสบเรื้อรังในเด็ก

หูอักเสบปัญหาสุขภาพที่พบบ่อยในเด็ก เนื่องจากโรคนี้มักเกิดร่วมกับโรคหวัดหรือโรคเด็กที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ ดังนั้นการติดเชื้อที่หูจึงเป็นเรื่องธรรมดาในเด็กค่ะ แต่คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรมองข้ามเพราะอาจส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้ปัญหาการได้ยินของเด็กค่ะ บทความก่อนหน้านี้เราได้พูดเกี่ยวกับโรคหูชั้นกลางอักเสบเฉียบพลันไปบ้างแล้ว วันนี้เราจะมาทำความเข้าใจโรคหูอักเสบเรื้อรังในเด็กกันบ้างค่ะ สาเหตุ อาการและการดูแลรักษาอย่างไร หูอักเสบเรื้อรังสามารถทำให้เกิดอาการที่รุนแรงและส่งผลกระทบมากกว่าการติดเชื้อที่หูแบบเฉียบพลัน เนื่องจากสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อที่หูชั้นกลางเฉียบพลัน การติดเชื้อของจมูกและลำคอ เช่น โรคหวัด น้ำเข้าหูชั้นกลางขณะอาบน้ำหรือว่ายน้ำ ฯลฯ ส่งผลให้เกิดการอักเสบการสะสมของของเหลวและเมือกหลังแก้วหู ซึ่งไม่ระบายอย่างเหมาะสมผ่านท่อยู่สเตเชียนของหู ทำให้เกิดหนองไหลออกจากหูค่ะ หากไม่ได้รับการรักษาอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆตามมาได้ค่ะ เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ หูชั้นในอักเสบ ฝีในสมอง เป็นต้น อาการโรคหูอักเสบเรื้อรังที่พบในเด็กระยะแรกจะมีอาการเหมือนกับโรคหูชั้นกลางอักเสบเฉียบพลันได้แก่ มีไข้สูง ปวดหู ในเด็กเล็กจะร้องไห้กระวนกระวาย พร้อมดึงหูหรือกุมหูตัวเองบ่อยๆ และในระยะต่อมาจะมีอาการปวดหูมากขึ้น ความดันในหู หูอื้อ จนเมื่อแก้วหูทะลุ อาการปวดหูและไข้จะเริ่มดีขึ้นแต่จะมีน้ำหนองไหลออกมาและมีกลิ่นเหม็นค่ะ การรักษาหูอักเสบเรื้อรังในเด็ก การรักษาโดยทั่วไปแพทย์จะรักษาด้วยยาปฏิชีวนะเพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรียรักษาอาการอักเสบ ร่วมกันการรักษาโรคหวัดในกรณีที่มีสาเหตุมาจากโรคหวัดค่ะ หรือในกรณีที่รุนแรงของการติดเชื้อที่หูเรื้อรังอาจมีการผ่าตัดโพรงกระดูกมาสตอยด์หรือการเจาะเยื่อแก้วหู เพื่อระบายของเหลวในหูออกมาร่วมกับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะค่ะ ดังนั้นการดูแลป้องกันการเกิดโรคหูอักเสบเรื้อรังในเด็ก เริ่มต้นด้วยการดูแลสุขภาพของลูกน้อย เช่น รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ ดื่มน้ำสะอาดมากๆ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และการออกกำลังกายสม่ำเสมอค่ะ ปัจจุบันมีการส่งเสริมให้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เนื่องจากในน้ำนมแม่อุดมไปด้วยสารอาการมากมายหลากหลายที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโต กระตุ้นระบบภูมคุ้มกันของลูกคุณค่ะ  และเมื่อพบว่าลูกมีอาการที่สงสัยว่าอาจเป็นโรคหูชั้นอักเสบ หรือเป็นหวัดนานเกินหนึ่งสัปดาห์ ควรรีบพบแพทย์ค่ะ เพื่อทำการรักษาที่ถูกต้องต่อไป ป้องการการหูอักเสบเรื้อรังและภาวะแทรกซ้อนอื่นๆค่ะ

โรคงูสวัดในเด็ก

โรคงูสวัดเป็นโรคที่พบได้บ่อยในเด็กแต่มักไม่มีอาการรุนแรงเทากับโรคงูสวัดในผู้ใหญ่ค่ะ โรคงูสวัดเกิดจากเชื้อไวรัสตัวเดียวกันที่ทำให้เกิดโรคอีสุกอีใสซึ่งติดต่อได้ง่ายค่ะ และเพื่อป้องกันการเจ็บป่วย ภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ รวมถึงจะมีวิธีการดูแลรักษาโรคงูสวัดอย่างไร เรามาทำความรู้จักกับโรคงูสวัดในเด็กกันค่ะ โรคงูสวัดเป็นผื่นผิวหนังที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสวาริเซลล่า (Varivella zoster) ของเส้นประสาทใต้ผิวหนังและเป็นไวรัสชนิดเดียวกันที่ก่อให้เกิดโรคอีสุกอีใส เชื้อไวรัสทำให้เกิดผื่นพุพองบนผิวหนังสามารถเกิดได้ทุกส่วนของร่างกาย โรคงูสวัดในเด็กมักจะไม่รุนแรงสามารถรักษาให้หายได้ค่ะ และปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคงูสวัดคือ เมื่อระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอและผู้ที่ฟื้นตัวจากการเจ็บป่วยมีแนวโน้มที่จะเสี่ยงต่อการเป็นโรคงูสวัดได้ง่าย เด็กที่เคยป่วยเป็นโรคอีสุกอีใสก่อนอายุ 1 ปี รวมถึงขณะคุณแม่ตั้งครรภ์ป่วยเป็นโรคอีสุกอีใสค่ะ อาการของโรคงูสวัดในเด็กนั้นมีอาการเหมือนกับโรคงูสวัดในผู้ใหญ่ค่ะ แต่มักมีอาการรุนแรงน้อยกว่าซึ่งอาการของโรคงูสวัดในแต่ละคนอาจมีความแตกต่างกันไปตามสุขภาพค่ะ และอาการเริ่มต้นของโรคงูสวัดด้วยความเจ็บปวด เสียวคันในบริเวณที่ผื่นกำลังจะขึ้น จากนั้นประมาณ 5 วันจะเริ่มมีตุ่มผื่นขึ้นจนกลายเป็นตุ่มพุพองตามแนวเส้นประสาทของผิวหนัง หลังจากนี้ 1 – 2 สัปดาห์ตุ่มหนองพุพองจะแตกออกและตกสะเก็ดค่ะ ในเด็กบางรายอาจมีไข้ หนาวสั่น ปวดศีรษะ อ่อนเพลียหรือปวดที่ตุ่มพุพองร่วมด้วยค่ะ โรคแทรกซ้อนของโรคงูสวัดโดยทั่วไปที่อาจเกิดขึ้นในเด็ก ได้แก่ การติดเชื้อที่ผิวหนังหากไม่รักษาความสะอาดของตุ่มแผล ปัญหาระบบประสาทและการสูญเสียการมองเห็นหรือสูญเสียการได้ยิน โรคงูสวัดที่อยู่บนใบหน้าหรือบริเวณรอบดวงตาสามารถนำไปสู่ความเสียหายอย่างรุนแรงได้ เนื่องจากเส้นประสาทตาและลูกตาอาจได้รับความเสียหายค่ะ และโรคงูสวัดอาจนำไปสู่โรคไข้สมองอักเสบได้ค่ะ การรักษาโรคงูสวัดในเด็ก การรักษาโรคงูสวัดในเด็กจะขึ้นอยู่กับอาการและสุขภาพโดยทั่วไปของเด็ก ซึ่งแพทย์ทำการรักษาด้วยยาต้านไวรัสเพื่อลดความรุนแรงและป้องกันอาการแทรกซ้อนอื่นๆ ร่วมกับการทานยาแก้ปวดเพื่อช่วยบรรเทาอาการปวดค่ะ การดูแลและควรหลีกเลี่ยงเมื่อเด็กป่วยโรคงูสวัด เพื่อบรรเทาอาการและป้องกันการแพร่เชื้อได้ดังนี้ การประคบเย็นเพื่อบรรเทาอาการปวดแสบและการอักเสบจากผื่นพุพอง การดูแลรักษาความสะอาดผิวหนังบริเวณที่เกิดตุ่มพุพอง เพื่อป้องกันการติดเชื้อที่ผิวหนัง โดยการล้างแผลด้วยน้ำสบู่อ่อนๆและซับแผลให้แห้ง เมื่อตุ่มพุพองแห้งควรใช้ผ้าพันแผลปิดตุ่มผื่นพุพองให้มิดชิด เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไปสู่ผู้อื่น เด็กที่ป่วยเป็นโรคงูสวัดควรให้เด็กหยุดเรียนจนกว่าแผลจะตกสะเก็ดและแห้งสนิทดี เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไปสู่ผู้อื่น ไม่ควรสัมผัสบริเวณแผลที่เกิดขึ้น อาจทำให้เกิดการอักเสบและเกิดการติดเชื้อที่รุนแรงได้ ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด โรคงูสวัดเป็นโรคติดเชื้อที่สร้างความเจ็บปวดมากให้กับลูกของคุณ ดังนั้นหากลูกของคุณมีอาการดังกล่าวหรือสงสัยของลูกอาจเป็นโรคงูสวัด...

ไข้ไทฟอยด์ในเด็ก

ไข้ไทฟอยด์เป็นโรคที่ร้ายแรงและบางครั้งอาจถึงแก่ชีวิตได้ค่ะ ไข้ไทฟอยด์เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Salmonella Typhi (S. Typhi) เป็นแบคทีเรียชนิดหนึ่งในตระกูล Salmonella ซึ่งเป็นสาเหตุของอาหารเป็นพิษ แบคทีเรียเหล่านี้อาศัยอยู่ในร่างกายและถูกขับออกทางปัสสาวะหรืออุจจาระ ไข้ไทฟอยด์พบได้ทั่วไปโดยเฉพาะกับเด็ก และเป็นโรคที่สามารถติดต่อจากคนสู่คนได้ค่ะ โดยจากการปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรียในน้ำ อาหารที่รับประทานเข้าไป หรือจากการสัมผัสกับผู้ที่มีเชื้อนี้ สาเหตุของไทฟอยด์ในเด็ก ไทฟอยด์เป็นโรคติดเชื้ออย่างรุนแรงซึ่งแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Salmonella Typhi โดยสามารถรับเชื้อแบคทีเรียผ่านการบริโภคอาหารและน้ำที่ไม่ถูกสุขลักษณะหรือการเก็บรักษาที่ไม่เหมาะสมมีการปนเปื้อนเชื้อ รวมถึงการสัมผัสโดยตรงกับผู้ที่ป่วยที่มีเชื้อแบคทีเรียนำไปสู่โรคไทฟอยด์ในเด็กค่ะ อาการไทฟอยด์ในเด็ก ไทฟอยด์จะมีระยะของการฟักตัว 1 ถึง 2 สัปดาห์หลังจากได้รับเชื้อแบคทีเรียดังกล่าว ซึ่งโดยทั่วไปจะมีอาการของไทฟอยด์ในช่วง 3 ถึง 4 สัปดาห์จากการรับเชื้อแบคทีเรีย โดยมีอาการของโรคดังนี้ เริ่มต้นจากมีไข้ต่ำและเพิ่มสูงขึ้นในทุกวันค่ะ ซึ่งมีไข้สูงได้ถึง 39-40 องศาเซลเซียส เด็กจะรู้สึกไม่สบายอ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ไอแห้ง ปวดท้อง ปวดเมื่อยตามร่างกาย อาการปวดท้อง ท้องบวม อาจมีอาการท้องเสียหรือท้องผูก เบื่ออาหารน้ำหนักลด และมีผื่นขึ้นบริเวณหน้าท้องหรือหน้าอกค่ะ การรักษาไข้ไทฟอยด์ในเด็ก โดยทั่วไปแพทย์จะรักษาด้วยยาปฏิชีวนะเพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรียและป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ภาวะแทรกซ้อนของไข้ไทฟอยด์ หากไข้ไทฟอยด์ไม่ได้รับการรักษาซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนและอาจถึงแก่ชีวิตได้ค่ะ ได้แก่ เลือดออกในลำไส้และกระเพาะอาหาร ระบบย่อยอาหารหรือลำไส้เป็นรูทะลุ โรคหลอดลมอักเสบ การอักเสบของเยื่อบุหัวใจ ตับอ่อนอักเสบ เกิดปัญหาทางจิต เช่น...

ความบกพร่องทางการได้ยินในเด็ก

ความสามารถในการได้ยินมีความสำคัญสูงสุดสำหรับการพัฒนาทักษะการพูดและการใช้ภาษาของเด็ก ซึ่งในบางครั้งอาจเป็นเรื่องยากในการตรวจสอบการได้ยินของเด็ก แต่ด้วยเทคนิคและเทคโนโลยีทางการแพทย์ในปัจจุบันการสูญเสียการได้ยินในเด็กสามารถตรวจพบในระยะแรกค่ะ หากคุณรู้สึกว่าลูกของคุณอาจมีปัญหาการได้ยินควรพาลูกพบแพทย์เพื่อทำการตรวจสอบและหลีกเลี่ยงภาวะแทรกซ้อนอื่นๆที่อาจเกิดขึ้นได้ค่ะ การสูญเสียการได้ยินคือ เมื่อไม่สามารถได้ยินเสียงบางส่วนหรือทั้งหมดซึ่งเด็กอาจมีการสูญเสียการได้ยินเพียงเล็กน้อยหรือรุนแรงค่ะ หากเด็กไม่สามารถเข้าใจหรือฟังการสนทนาทั้งหมดปกติมันอาจเป็นกรณีของการสูญเสียการได้ยินเล็กน้อย ในกรณีที่เด็กมีการสูญเสียการได้ยินทั้งหมดซึ่งไม่สามารถได้ยินจากหูทั้งสองและใช้ภาษามือเพื่อการสื่อสาร อย่างไรก็ตามกลุ่มการสูญเสียการได้ยินสามารถจำแนกได้ดังนี้ การสูญเสียการได้ยินก่อนพูด (Pre-Lingual Deafness) คือ การสูญเสียความสามารถในการได้ยินก่อนที่เด็กจะพูดหรือเข้าใจคำศัพท์ มีปัญหาการได้ยินที่เกิดหลังจากที่มีภาษาพูดมาก่อนแล้ว (Post-Lingual Deafness) คือ การสูญเสียความสามารถในการได้ยินหลังจากเด็กสามารถพูดและเข้าใจคำศัพท์ได้ ประเภทของการสูญเสียการได้ยินของเด็ก ความผิดปกติในการประมวลเสียงจากระบบประสาท เป็นสภาวะที่สมองไม่สามารถประมวลผล หรือแปลงคำพูดเป็นข้อความที่สื่อความหมายได้ คนที่มีความผิดปกตินี้อาจพบว่าเป็นการยากลำบากในการใช้หรือเข้าใจแหล่งที่มาของเสียง ข้อมูลจากการฟัง การสูญเสียการได้ยินจากระบบการนำเสียงบกพร่อง เป็นภาวะที่ความสามารถของร่างกายในการนำคลื่นเสียงถูกขัดขวาง เกิดขึ้นเมื่อทางเดินของคลื่นเสียงได้รับผลกระทบในช่องหู ในเด็กที่หูชั้นกลางอักเสบซึ่งเป็นสาเหตุที่พบบมากที่สุดของการสูญเสียการได้ยิน การสูญเสียการได้ยินจากประสาทรับฟังเสียงบกพร่อง เป็นผลมาจากปัญหาในหูชั้นใน การสูญเสียการได้ยินของประสาทหูเสื่อม เมื่อหูชั้นในหรือเส้นประสาทหูชั้นในเสียหาย ซึ่งส่งผลให้เกิดการสูญเสียการได้ยินแบบถาวร ซึ่งอาจเป็นผลมาจากการบาดเจ็บที่ศีรษะ การเจ็บป่วยที่รุนแรง หรือปัจจัยทางพันธุกรรม การรับฟังเสียงบกพร่องแบบผสม ในกรณีที่มีการสูญเสียการได้ยินจากระบบการนำเสียงบกพร่อง ร่วมกับจากประสาทรับฟังเสียงบกพร่อง ซึ่งอาจเกิดขึ้นเมื่อหูชั้นกลางและหูชั้นในของเด็กได้รับความเสียหาย การติดเชื้อที่หูเรื้อรังค่ะ การสูญเสียการได้ยินความถี่สูง การสูญเสียการได้ยินประเภทนี้เกิดขึ้นเมื่อเด็กมีปัญหาในการได้ยินเสียงภายใน 2,000 - 8000 Hz ซึ่งอาจเป็นผลมาจากปัจจัยทางพันธุกรรม การสัมผัสกับเสียงดัง การเจ็บป่วยบางอย่าง ผลข้างเคียงของยา ฯลฯ การสูญเสียการได้ยินความถี่ต่ำ เมื่อมีปัญหาในการได้ยินเสียงต่ำกว่า 2,000 Hz  ซึ่งอาจเกิดจากการสูญเสียการได้ยินของระบบประสาทอาจทำให้เด็กได้ยินเสียงความถี่ต่ำ สาเหตุการสูญเสียการได้ยินในเด็ก การสูญเสียการได้ยินในเด็ก อาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุค่ะ แต่ร้อยละ 60 เป็นเพราะสาเหตุที่สามารถป้องกันได้ โดยสาเหตุของการสูญเสียการได้ยินในเด็ก ได้แก่ การสูญเสียการได้ยินแต่กำเนิด...