บทความล่าสุด

โปรตีนเชคปลอดภัยสำหรับเด็กหรือไม่

โปรตีนเชคปลอดภัยสำหรับเด็กหรือไม่ โปรตีนเป็นสารอาหารที่มีความสำคัญต่อร่างกาย สร้างกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อของร่างกายช่วยในเรื่องของการเจริญเติบโต แต่คุณจะแน่ใจได้อย่างไรว่าลูกของคุณได้รับโปรตีนที่เพียงพอต่อร่างกาย ดังนั้นพ่อแม่หลายๆท่านจึงมองหาอาหารเสริม หรือผลิตภัทณ์เสริมด้านโภชนาการต่างๆให้กับลูกๆของคุณ และมีคุณพ่อคุณแม่หลายท่านสอบถามเข้ามาเกี่ยวกับโปรตีนเชคปลอดภัยสำหรับเด็กหรือไม่ ซึ่งบทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจเกี่ยวกับโปรตีนเชคมากขึ้นค่ะ ปลอดภัยหรือไม่ที่จะให้ลูกทานโปรตีนเชค  นี่เป็นคำถามที่ผู้ปกครองมักถามเกี่ยวกับอาหารสำหรับเด็ก อันที่จริงแล้วโปรตีนเชคไม่จำเป็นเลยสำหรับเด็ก เพราะความต้องการโปรตีนในชีวิตประจำวันสำหรับเด็กอายุ 1 – 3 ปี ต้องการโปรตีนประมาณ 15 กรัมต่อวัน เด็กอายุระหว่าง 9 – 13 ปีต้องการโปรตีนประมาณ 35 กรัมต่อวัน ในเด็กวัยรุ่นความต้องการที่แตกต่างกันไปตามเพศ โดยที่เด็กผู้ชายต้องการโปรตีน 53 กรัมและเด็กผู้หญิงที่ต้องการโปรตีน 46 กรัมต่อวัน โดยรวมลูกของคุณควรได้รับประมาณ 10-15 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณแคลอรี่ต่อวัน เพื่อส่งเสริมสุขภาพการเผาผลาญและการเจริญเติบโตของกล้ามเนื้อ ซึ่งอาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีนนั้นมีมากพอที่จะให้สารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายของเด็ก ได้แก่ ไก่ ไข่ พืชตระกูลถั่ว ผลิตภัณฑ์จากนม และอื่นๆ  แต่ถ้าคุณรู้สึกว่าลูกของคุณไม่ได้รับโปรตีนในปริมาณที่ต้องการจากอาหารประจำวัน คุณสามารถเลือกผลิตภัณฑ์โปรตีนเชคในรูปแบบของของเหลว หรือผงพร้อมดื่มซึ่งสามารถผสมกับน้ำหรือนมให้ลูกทานได้ (ควรปฏิบัติตามคำแนะนำ/คำเตือนข้างผลิตภัณฑ์)  เนื่องจากโปรตีนเชคที่มีจำหน่ายในท้องตลาดปัจจุบัน มีหลากหลายยี่ห้อและหลากหลายรสชาติ ได้แก่ สตรอเบอรี่ ช็อคโกแลต วานิลลาและอื่นๆ นอกจากนี้คุณยังสามารถผสมโปรตีนผงกับสมูทตี้ผลไม้หรือมิลค์เชคได้ ที่สำคัญคุณต้องมั่นใจว่าลูกลูกของคุณไม่แพ้ส่วนผสมใดๆที่พบในผลิตภัณฑ์เหล่านี้ และตรวจสอบให้แน่ใจว่า ผงโปรตีนมีระดับน้ำตาลในระดับต่ำและโปรตีนในปริมาณที่เหมาะสมสำหรับเด็ก โปรตีนเชคใช้เป็นอาหารทดแทนสำหรับเด็กได้หรือไม่ โปรตีนมีความสำคัญในการสร้างกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อของร่างกาย ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอภายในร่างกาย...

โรคซึมเศร้าในเด็ก

โรคซึมเศร้าในเด็ก อาการซึมเศร้าสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกวัย และในช่วงหลายปีที่ผ่านมาอัตราภาวะซึมเศร้าในวัยเด็กเพิ่มมากขึ้น และหลายคนอาจสงสัยว่าเด็กๆจะซึมเศร้าได้หรือไม่ เนื่องจากหลายท่านยังคงเชื่อว่าเด็กจะไม่รู้สึกโศกเศร้าหรือหดหู่เพราะพวกเขายังเด็กมาก ดังนั้นบทความนี้จะพาคุณพ่อคุณแม่มาทำความเข้าใจ และตระหนักถึงภาวะซึมเศร้าในเด็กที่อาจขึ้นกับลูกของคุณค่ะ เด็กๆประสบกับภาวะซึมเศร้าได้หรือไม่ ภาวะซึมเศร้าในเด็ก (Depression) เป็นความเข้าใจผิดที่ผู้ใหญ่หลายท่านเข้าใจว่า เด็กๆไม่มีแนวโน้มที่จะเกิดภาวะซึมเศร้าได้เพียงเพราะอายุ ความจริงแล้วภาวะซึมเศร้าในเด็กนั้นเป็นเรื่องปกติมากกว่าที่คุณคิด โดยพฤติกรรมของเด็กที่ซึมเศร้าอาจแตกต่างจากพฤติกรรมของผู้ใหญ่ที่มีภาวะซึมเศร้าค่ะ ภาวะซึมเศร้าอาจอยู่ในระดับปานกลางถึงรุนแรงและมีอาการเฉพาะบางอย่าง ภาวะซึมเศร้าในเด็กสามารถแบ่งออกเป็น 4 ประเภทดังนี้ ภาวะซึมเศร้าดิสทีเมีย ดีเพรสชั่น (Dysthymia Depression) เป็นประเภทของภาวะซึมเศร้าที่มีอาการรุนแรงน้อยแต่มีแนวโน้มที่จะเรื้อรังนานกว่า 2 ปี ภาวะซึมเศร้าจากการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล ความผิดปกติทางอารมณ์จากฤดูที่เปลี่ยนแปลง และมักเกิดขึ้นกับผู้ที่อาศัยอยู่ในประเทศเขตหนาว เนื่องจากกลางวันสั้นลง กลางคืนยาวนานทำให้คนซึมเศร้า จิตตก รู้สึกเฉื่อยชามากขึ้น ภาวะซึมเศร้าแบบสองขั้ว (Bipolar depression) ลูกของคุณมีแนวโน้มที่อารมณ์ขึ้นและลง บางรายจะมีอารมณ์ซึมเศร้าสลับกับอาการลิงโลด โดยเป็นอารมณ์ที่ต่างขั้วกัน ภาวะการปรับตัวผิดปกติ (Adjustment disorder) เป็นภาวะความกดดันก่อให้เกิดความเครียด จนไม่สามารถปรับตัวได้ เช่น การเสียชีวิตของผู้ใกล้ชิด เป็นต้น สาเหตุของอาการซึมเศร้าในเด็ก อาการซึมเศร้าในเด็กไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่ชัดได้ อาจเป็นผลกระทบมาจากปัจจัยต่างๆประกอบกัน เช่น สุขภาพร่างกาย ประวัติครอบครัวภาวะซึมเศร้า ความเจ็บป่วยทางจิต ความอ่อนแอทางพันธุกรรม สภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัย และความไม่สมดุลทางชีวเคมี เป็นต้น ทางการแพทย์เชื่อว่าภาวะซึมเศร้าเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางเคมีในสมอง สัญญาณและอาการซึมเศร้าในเด็ก อาการของภาวะซึมเศร้าสามารถอยู่ได้นานหลายสัปดาห์ หลายเดือนและหลายปีหากไม่ได้รับการรักษา...

อาหารไม่ย่อยในเด็ก

อาหารไม่ย่อยในเด็ก เด็กมักมีความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยได้ง่าย แม้ว่าจะได้รับการดูแลอย่างเต็มที่ทั้งในเรื่องของอาหารและสุขอนามัยที่ดีของลูก โดยเฉพาะเด็กวันเข้าโรงเรียนที่จะต้องเผชิญกับองค์ประกอบภายนอกที่จะมีผลกระทบสำคัญต่อสุขภาพ และหนึ่งในปัญหาสุขภาพที่พบบ่อยคืออาหารไม่ย่อยหรือปวดท้อง ดังนั้นบทความนี้จะพาคุณพ่อคุณแม่มาทำความเข้าใจเกี่ยวกับอาหารไม่ย่อยในเด็ก สาเหตุและการดูแลรักษาค่ะ อาหารไม่ย่อยในเด็กคืออะไร อาการอาหารไม่ย่อยเกิดขึ้นที่ส่วนบนของท้อง เมื่อเด็กรับประทานอาหารมากเกินไปหรือเร็วเกินไปไม่เหมาะกับร่างกาย สามารถมาพร้อมกับอาการท้องอืด แสบร้อน การเรออย่างต่อเนื่องและคลื่นไส้ อาการอาหารไม่ย่อยในเด็กมักพบหลังมื้ออาหาร และไม่ก่อให้เกิดปัญหาร้ายแรงอาจหายไปในไม่กี่ชั่วโมง อย่างไรก็ตามหากเกิดซ้ำคุณแม่อาจต้องระบุสาเหตุที่แท้จริงและใช้มาตรการป้องกันการเกิดค่ะ สาเหตุของการอาหารไม่ย่อยในเด็ก อาหารไม่ย่อยมักจะเกิดขึ้นเมื่อกรดในกระเพาะอาหารที่จะมาทำลายเยื่อบุป้องกันของระบบย่อยอาหาร ซึ่งนำไปสู่การระคายเคืองของช่องท้องส่วนบน สาเหตุที่เกิดขึ้นเหล่านี้ควรได้รับการวินิจฉัยที่เหมาะสมเพื่อให้การรักษาที่เหมาะสมสำหรับเด็ก หากปล่อยทิ้งไว้ไม่ถูกรักษาการติดเชื้อที่เกี่ยวข้องกับกระเพาะอาหารอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพที่สำคัญได้ ดังนั้นการทำความเข้าใจสาเหตุของอาการอาหารย่อยในเด็กอาจเป็นกุญแจสำคัญ เพื่อป้องกันและบรรเทาอาหารที่ถูกต้อง สาเหตุทั่วไปของอาการอาหารไม่ย่อย ได้แก่ การใช้ยาบางชนิด อาหารไม่ย่อยสามารถเกิดขึ้นได้เนื่องจากการใช้ยาบางชนิด มักจะเกิดขึ้นกับยาที่มีองค์ประกอบของไนเตรตซึ่งช่วยขยายหลอดเลือด ผ่อนคลายกล้ามเนื้อหูรูดของหลอดอาหารทำให้กรดในกระเพาะอาหารรั่วไหล และเกิดการระคายเคืองเยื่อบุของระบบย่อยอาหาร หรือยาอื่นๆ เช่น ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) ฯลฯ เนื่องจากยาเหล่านี้มีผลต่อการทำงานของระบบย่อยอาหารและกรดในกระเพาะอาหาร โรคอ้วน เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในเด็กและผู้ใหญ่จากนิสัยการรับประทานอาหารในปัจจุบัน ดังนั้นเมื่อลูกของคุณเป็นโรคอ้วนมีแรงกดดันเพิ่มขึ้นภายในช่องท้อง ซึ่งอาจทำให้เกิดกรดไหลย้อนในหลอดอาหารในแต่ละครั้งที่ลูกของคุณรับประทานอาหาร ความเครียดและความวิตกกังวล ซึ่งความเครียดสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนแม้กระทั่งกับเด็กๆก็ตาม อาจทำให้เกิดพฤติกรรมการกินและการนอนหลับที่ผิดปกติ สิ่งนี้สามารถนำไปสู่การย่อยในเด็ก โรคไส้เลื่อนกระบังลม (Hiatus hernia) เป็นภาวะที่ส่วนของกระเพาะส่วนหนึ่งดันเข้าไปในกะบังลมปิดกั้นหลอดอาหาร สามารถทำให้เกิดการย่อยที่ไม่มีประสิทธิภาพและการไหลย้อนของกรดตามมา การติดเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร (Helicobacter Pylori) สาเหตุทั่วไปอีกประการของการย่อยอาหารบ่อยครั้งเกิดจากการติดเชื้อ อาจนำไปสู่การเกิดแผลในกระเพาะอาหารและมะเร็ง ดังนั้นหากลูกของคุณกำลังมีอาการอาหารไม่ย่อยบ่อยครั้ง ควรพบแพทย์เพื่อรับการตรวจที่ถูกต้อง โรคกรดไหลย้อน(GERD) เกิดขึ้นเนื่องจากมีอาการอาหารไม่ย่อยในเด็กซ้ำ...

9 ข้อดีจากการกอดลูกน้อยทุกวัน

เด็กเรียนรู้และพัฒนามากมายจากวิธีที่พ่อแม่ปฏิบัติกับพวกเขา และการกอดเป็นวิธีการที่ง่ายที่สุด เป็นสิ่งมหัศจรรย์สำหรับพัฒนาการทางสติปัญญาและอารมณ์ของเด็ก ทำให้ลูกรับรู้ถึงสิ่งต่างๆที่ถ่ายทอดจากการสัมผัสและการกอด บทความนี้รวบรวมประโยชน์ที่น่าอัศจรรย์ของการกอดลูกมาฝากคุณพ่อคุณแม่ค่ะ 9 ข้อดีที่คุณพ่อคุณแม่ควรกอดลูกทุกวัน การกอดเป็นวิธีในการแสดงความรัก กอดเป็นวิธีสากลในการแสดงความรัก คุณรู้สึกอย่างไรเมื่อคุณกอด คุณรู้สึกเครียดและรำคาญหรือคุณรู้สึกมีความสุขและเป็นที่รัก คุณจะรู้สึกรักโดยไม่ต้องสงสัยและเมื่อคุณกอดคนที่คุณรักคุณกำลังบอกพวกเขาว่าคุณรักพวกเขาและพวกเขาก็จะรู้สึกเช่นกัน การช่วยให้ลูกรู้สึกปลอดภัย ในขณะที่เด็กเริ่มเรียนรู้เกี่ยวกับการสัมผัส ท่าทางของคุณพ่อคุณแม่ที่จะรู้สึกปลอดภัยและมั่นใจได้ว่าเขาได้รับการยอมรับจากคนในครอบครัว เช่น "ไม่เป็นไรแม่อยู่ที่นี่แล้ว" นั่นคือสิ่งที่คุณกำลังพูดเมื่อคุณกอดลูก เป็นต้น ดังนั้นสัมผัสจากการกอดช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัย ซึ่งช่วยกระตุ้นการมองเห็นและเสียงของโลกรอบตัวโดยไม่ต้องกังวล และช่วยส่งเสริมด้านการสื่อสารระหว่างลูกน้อยและคุณพ่อคุณแม่ เสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย การแพทย์ได้พิสูจน์แล้วว่าการกอดเป็นอีกทางหนึ่งในการเพิ่มภูมิคุ้มกัน แรงกดเบาๆที่กระดูกอกและประจุทางอารมณ์ที่เกิดขึ้นในขณะที่กอด ช่วยกระตุ้นต่อมไทมัสซึ่งควบคุมและสร้างสมดุลของการผลิตเซลล์เม็ดเลือดขาว กระบวนการเหล่านี้ช่วยปรับปรุงการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน การกอดช่วยให้เด็กมีความภาคภูมิใจในตนเอง ความรักและการดูแลของพ่อและแม่ ทำให้ลูกมีรากฐานที่แข็งแกร่งของความมั่นใจในตนเอง ซึ่งช่วยให้ลูกมองตนเองในเชิงบวกและลองสิ่งใหม่ๆ เราสามารถเพิ่มความมั่นใจให้กับลูกของเราได้อย่างมากด้วยการกอด เปรียบเสมือนพ่อแม่บ้านที่ให้ลูกกลับไปทุกครั้งที่ลูกต้องการที่ลี้ภัยจากโลกแห่งความจริง การกอดช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย กอดช่วยให้คุณผ่อนคลาย เช่น การกอดลูกหลังจากทำงานหนักมาทั้งวัน คุณจะรู้สึกมีความสุขและผ่อนคลายทันที ลูกจะรู้สึกมีความสุขที่ได้กอดคุณเช่นกัน การกอดคือการถ่ายโอนความเห็นอกเห็นใจ ช่วยให้กล้ามเนื้อคลายความตึงเครียด การกอดทำให้รู้สึกมีความสุขทันที การรวบรวมลูกของคุณไว้ในอ้อมแขนเพื่อกอด ช่วยยกระดับจิตวิญญาณความรู้สึกที่ดีและทำให้คุณทั้งคู่มีความสุข การกอดนั้นทำหน้าที่คล้ายกับการทำสมาธิและเสียงหัวเราะ การกอดช่วยให้ลูกมีวินัยที่ดีขึ้น การกอดช่วยให้เด็กเข้าใจความผิดพลาดและพฤติกรรมที่ผิดพลาดได้ดีกว่า การใช้ไม้หรือการลงโทษทางร่างกาย ซึ่งการกอดนั้นทำให้เกิดความรู้สึกที่ดีและเต็มใจฟังสิ่งที่เราพูดหรือสอน ดังนั้นให้กระตุ้นด้วยการกอดเพื่อสร้างความมั่นใจ และเมื่อเวลาผ่านไปคุณอาจสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของลูกคุณ การกอดช่วยเชื่อมต่อกับความรู้สึก หลายครั้งที่เด็กและผู้ใหญ่อาจมีปัญหาในการสื่อสารและความรู้สึก เมื่อเรากอดลูกเวลาจะหยุดชั่วขณะหนึ่งซึ่งช่วยให้เราปล่อยวาง มันเชื่อมโยงกับความรู้สึกอารมณ์และสรีรวิทยาของเรา และด้วยการรับรู้นั้นมันช่วยให้เราเห็นอกเห็นใจกันและกันดีขึ้น การกอดช่วยกระตุ้นพัฒนาการที่ดีของลูก พบว่าเด็กๆที่ถูกเลี้ยงดูด้วยความรักจากพ่อและแม่ในช่วงปีแรกๆนั้น ช่วยกระตุ้นการเรียนรู้ ความจำและการตอบสนองที่ดี แม้ว่าสิ่งนี้อาจไม่ได้หมายความว่าการกอดจะนำไปสู่ระดับไอคิวที่สูงขึ้นในลูก แต่ก็เป็นเรื่องที่น่าสังเกตว่าการให้ลูกมีสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและได้ความรักการดูแลเอาใจใส่ นำไปสู่การพัฒนาการเรียนรู้ที่ดี เด็กๆได้รับประโยชน์อย่างมากจากการถูกกอด...

แสงแฟลชทำให้ทารกตาบอดจริงหรือไม่

แสงแฟลชทำให้ทารกตาบอดจริงหรือไม่ สวัสดีค่ะ คุณพ่อคุณแม่หลายๆท่านคงเคยได้ยินเกี่ยวกับ การถ่ายรูปลูกน้อยด้วยการใช้แสงแฟลชส่งผลให้เด็กตาบอดได้ ดังนั้นบทความนี้เราจะมีทำความเข้าใจเกี่ยวกับความปลอดภัยของการถ่ายภาพด้วยแฟลช เพราะเราทุกคนต้องการปกป้องลูกน้อยจากอันตรายทุกอย่างที่เราสามารถทำได้ แสงแฟลชของกล้องส่งผลกระทบต่อดวงตาของทารกหรือไม่ เนื่องจากมีการถกเถียงกันมากมายเกี่ยวกับผลกระทบของแฟลชกล้องที่มีต่อทารกแรกเกิด เพราะอวัยวะต่างๆของทารกแรกเกิดมีความอ่อนไหว และไวต่อสิ่งต่างๆทำให้เกิดผลกระทบได้ง่าย ดังนั้นการได้รับแสงที่แรงอย่างเช่นแฟลชอาจทำให้เกิดความเสียหายต่อสายตาได้ ซึ่งอันที่จริงแล้วยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์อย่างชัดเจนว่า แสงแฟลชส่งผลกระทบต่อทารกในทางใดทางหนึ่ง เช่นเดียวกับแสงอื่นๆ เช่น แสงจากหลอดไฟหรือแสงแดดโดยตรง ซึ่งอาจทำให้ตาของทารกตาพร่าเพียงชั่วครู่เพียงไม่กี่วินาที เนื่องจากการใช้แสงแฟลชเป็นการยิงแสงให้กระจายออก ไม่ได้รวมเป็นจุดเดียวทำให้ความเข้มข้นของแสงจึงถูกกระจายออกไป ซึ่งไม่เป็นอันตรายต่อสายตาของทารก และในทางตรงกันข้ามแสงแฟสชในขณะที่ถ่ายรูปสามารถช่วยตรวจจับปัญหาการมองเห็นในทารกได้ค่ะ สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรรู้เพื่อปกป้องดวงตาของลูกน้อย ดวงตาเป็นอวัยวะที่สำคัญที่สุดของร่างกาย และดวงตาของทารกแรกเกิดนั้นไวต่อสิ่งต่างๆมาก ดังนั้นคุณควรคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้เพื่อป้องกันการทำร้ายดวงตาของลูกน้อย หลีกเลี่ยงการถูดวงตา คุณไม่ขยี้หรือเช็ดถูตาลูกน้อยมากเกินไปซึ่งอาจทำให้เกิดความเสียหายถาวร อยู่ห่างจากวัตถุมีคมหรือแหลม เนื่องจากการได้รับบาดเจ็บจากดวงตาด้วยวัตถุมีคมสามารถทำลายจอประสาทตาซึ่งนำไปสู่ความเสียหายร้ายแรงและไม่สามารถแก้ไขได้  ถ้าคุณสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่างในสายตาของลูกอย่าละเลย เพราะอาการที่เกิดจากการบาดเจ็บ หรือการติดเชื้อ รอยแดงที่ตา รวมถึงน้ำตาที่มากเกินไปและไม่สามารถควบคุมได้ หรือแม้กระทั่งการระคายเคืองในดวงตา ควรพบแพทย์ทันที ถึงอย่างไรก็ยังคงมีการถกเถียงกันมากมายเกี่ยวกับว่า แฟลชของกล้องสามารถทำลายสายตาของทารกได้หรือไม่ ดังนั้นการถ่ายรูปลูกน้อยอย่างปลอดภัยสามารถทำได้ค่ะ เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้ด้วยเทคนิคง่ายค่ะ ได้แก่ การถ่ายรูปในแต่ละครั้งไม่ควรถ่ายติดต่อกันเป็นเวลานาน ควรเปิดแฟลชในระยะห่างจากตาเด็กทารกพอสมควร ระยะการตั้งไฟควรตั้งห่างจากทารก ไม่ควรใช้แสงแฟลชในห้องที่มืดสนิทหรือในสภาพแสงน้อย การใช้แสงจากธรรมชาติ และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการสังเกตพฤติกรรมของลูกน้อยในขณะถ่ายรูป เพราะเด็กแต่ละคนมีความไวต่อแสงที่แตกต่างกันค่ะ